ทั้งนี้ กับการ “จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ” ซึ่งเพิ่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ กำลังเป็นเรื่องที่หลายคนจับตา โดยมีทั้งฝ่ายที่มองเรื่องนี้ว่า…เป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยให้ อปท. สามารถจัดกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุได้โดยไม่ต้องกลัวจะทำผิดกฎหมาย ขณะที่อีกฝ่ายก็ยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับ “ศักยภาพ” ของ อปท. เพราะไม่ใช่ทุกที่จะมีความพร้อมเหมือนกันทั้งหมด…
จนทำให้เรื่องของ “โรงเรียนผู้สูงอายุ” นั้น
เป็นทั้งการปลดล็อก–เป็นทั้งความท้าทาย
กับเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบดูแลผู้สูงอายุ

ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้มีมุมวิเคราะห์ที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสังคมและสวัสดิการผู้สูงอายุ คือ ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล อาจารย์ประจำภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่สะท้อนกรณี “ปลดล็อก” การจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ ให้กับ อปท.ว่า… ส่วนตัวมองแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะจะช่วยคลายความกังวลให้กับ อปท. ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า… ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ โดยเฉพาะด้าน “งบประมาณ–มาตรฐานโรงเรียน” กรณีก็ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญซึ่งตามหลักการปลดล็อกเรื่องนี้
“การออกประกาศนี้ ในหลักการเป็นเรื่องดี เพราะเปิดโอกาสให้ อปท. เข้ามาดำเนินการขับเคลื่อนการจัดกิจกรรมผู้สูงอายุได้โดยไม่ต้องกังวล หากแต่ อปท. จำนวนมาก โดยเฉพาะระดับ อบต. ที่ยังมีปัญหาเรื่องกำลังคนไม่เพียงพอสำหรับให้บริการหรือจัดบริการภายใต้โรงเรียนผู้สูงอายุอยู่เช่นกัน” …นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวเรื่องนี้
นอกจากนี้ การจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุต้องใช้งบประมาณที่มีความต่อเนื่อง ไม่ใช่การจัดกิจกรรมเพียงแค่ชั่วครั้งคราว และต้องมีความพร้อมอาคารสถานที่จัดกิจกรรม เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้เป็นสถานที่ในการเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งไม่ใช่ทุกพื้นที่จะทำได้ หรือมีเหมือนกันทั้งหมด ฉะนั้นถึงแม้จะปลดล็อกให้ อปท. จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุได้ แต่ด้วยงบประมาณที่มีอยู่เท่าเดิม แถมมีแนวโน้มที่อาจจะถูกปรับลดลงไปเรื่อย ๆ ในอนาคต จึงทำให้ท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยเกิดความกังวล ประกอบกับยังมีเรื่องของการกำหนดมาตรฐานโรงเรียนผู้สูงอายุด้วย ทำให้การจะจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุขึ้นมาได้นั้น จึงอาจจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ประกอบกัน เช่น ความสามารถในการประเมิน หรือระบบวัดผลและตรวจสอบได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นโจทย์ที่ต้องพิจารณา
ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร กล่าวเพิ่มเติมว่า… อย่างไรก็ตาม การออกประกาศของกรมกิจการผู้สูงอายุ เรื่องการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ พ.ศ. 2569 นั้น ส่วนตัวยังคงมองว่า… ระเบียบใหม่นี้จะช่วยแก้ไขปัญหาการขับเคลื่อนการจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุได้อย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่องแรก ช่วยเปิดโอกาส อปท. ดำเนินการได้เต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่ภารกิจของ อปท. เพราะที่ผ่านมา อปท. งมักจะตีความเรื่องบทบาทการจัดโรงเรียนผู้สูงอายุที่แตกต่างกันออกไป จนมองว่า… โรงเรียนผู้สูงอายุไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของ อปท. ทำให้ถ้าดำเนินการไป อปท.บางแห่งจึงกังวลเรื่องจะถูกตรวจสอบและเรียกเงินคืน ขณะที่อีกหลายแห่งมองว่า… การจัดโรงเรียนผู้สูงอายุยังเป็นเรื่องที่จำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่ไทยก้าวสู่สังคมอายุแล้วเช่นตอนนี้
เรื่องที่สองคือ ช่วยให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสิทธิตามกฎหมาย เช่น มาตรา 11 (4) แห่ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ที่กำหนดให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการส่งเสริม การสนับสนุนในเรื่องของการพัฒนาตนเอง และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ตลอดจนการรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่ายหรือชุมชน ได้มากขึ้น ซึ่งเดิมทีนั้นหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ได้มีความตระหนัก หรือมีความพร้อมในการจัดกิจกรรมส่วนนี้อย่างเท่าเทียมกัน สุดท้ายเรื่องที่สามคือ เป็นหนึ่งในแนวทางรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุ ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม แต่ด้วย “ข้อจำกัด” ของบางแห่งซึ่งมีทรัพยากรจำกัดนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจึงจำเป็นต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า… อปท. แต่ละแห่งจะเน้นหนัเรื่องใดเพื่อให้ครอบคลุมปัญหาและความจำเป็นของผู้สูงอายุในพื้นที่ได้มากที่สุด

“ปัจจุบันจะเห็นว่า…ท้องถิ่นมักจะมีบริการผู้สูงอายุเด่น ๆ เพียงเรื่องเดียว เช่น บางแห่งทำโรงเรียนผู้สูงอายุ บางแห่งทำศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต บางแห่งทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระหว่างวัน (Day Care) ซึ่งเมื่อดำเนินการเพียงเรื่องเดียว บริการก็จะไม่หลากหลาย จนทำให้ไม่ตอบสนองต่อความต้องการอันซับซ้อน ฉะนั้น อปท. จึงต้องชัดเจนในปัญหาของตัวเอง และตัดสินใจร่วมกับคนในพื้นที่ให้ได้ว่า…อะไรเป็นบริการสำคัญที่สุด” … นักวิชาการคนเดิมระบุ
พร้อมกับแนะนำเพิ่มว่า… ประกาศฉบับใหม่เรื่องการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นเพียงการวางกรอบในการดำเนินการ แต่ไม่ได้หมายความว่า… อปท. ทุกแห่งจะต้องจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ และอันที่จริงแล้ว การจะทำเรื่องนี้ให้มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องอาศัยผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมที่มีความเข้มแข็ง เช่น มีความพร้อมในการร่วมจ่ายค่าบริการ หรือสามารถเดินทางเองโดยไม่ต้องพึ่งรถ-รับส่ง ซึ่งในต่างประเทศนั้นหลายประเทศใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต
…ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร ยังระบุถึงปัจจัยที่อาจทำให้จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุสะดุดเพิ่มว่า… การเปิดช่องให้ อปท. จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุขึ้นมาได้เองเป็นเพียงหนึ่งในความท้าทายหลาย ๆ เรื่อง เพราะนอกจากการทำให้บริการทางสังคมเพื่อผู้สูงอายุรูปแบบนี้เกิดขึ้นได้จริง และสามารถดำเนินการโดยไม่สะดุดแล้ว ยังมีโจทย์ท้าทายระบบบริการทางสังคมสำหรับดูแลผู้สูงอายุรออยู่อีกมากมาย เช่น ปัญหาขาดแคลนกำลังคนในวิชาชีพต่าง ๆ อาทิ พยาบาล นักจัดการดูแลผู้สูงอายุ (Care Manager) นักสังคมสงเคราะห์จำนวนมาก ซึ่งปัจจัยพวกนี้อาจจะเป็นข้อจำกัดต่อการเพิ่ม หรือขยายบริการต่าง ๆ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดในปี 2571 เช่น การจัดตั้งบ้านพักดูแลผู้สูงอายุที่ต้องอยู่โดดเดี่ยว อย่างไรก็ตาม แม้ภาครัฐจะพยายามแก้ปัญหา อาทิ การลงทุนฝึกทักษะอาสาสมัครและจิตอาสา แล้วผลักดันให้กลายมาเป็นอาชีพการดูแลผู้สูงอายุ แต่สิ่งที่อยากเสนอแนะให้ทำควบคู่ไปพร้อมกันด้วยก็คือ การดึงดูดให้คนเหล่านี้อยู่ในระบบต่อไป ด้วยการจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสม มิเช่นนั้นจะเป็นการเสียงบประมาณพัฒนาคนโดยใช่เหตุ เพราะคนที่ได้รับการพัฒนาก็จะออกจากระบบไป ทำให้ปัญหาวนลูปแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เช่นนี้…
“กลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการป้องกันก่อนกลายเป็นภาวะพึ่งพิง เช่น ผู้สูงอายุที่มีภาวะหูหนวก ผู้สูงอายุที่มีภาวะโดดเดี่ยว และซึมเศร้า เป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดขณะนี้ ซึ่งหากกลุ่มนี้ไม่ได้รับการดูแลก็จะส่งผลกระทบอื่น ๆ ตามมามากมาย เช่น การเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว จึงควรมีการพิจารณาสนับสนุนให้เกิดกลไกเสริมต่าง ๆ ให้กับคนกลุ่มนี้ด้วย เช่น การมีศูนย์ให้คำปรึกษาเพื่อจัดการปัญหาทางจิตใจ เนื่องจากคนกลุ่มนี้มักซ่อนปัญหาเอาไว้ ส่งผลให้ปัจจุบันมีบริการทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น” …เป็น “ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม” ที่นักวิชาการทิ้งท้ายไว้ เพื่อให้ “โรงเรียนผู้สูงอายุ” ที่เป็น “ระบบบริการทางสังคมใหม่” ที่เพิ่งเกิดขึ้น “ตั้งไข่ได้เร็ว” …
รวมถึงทำให้ “สคูลวัยเก๋า” เดินไปโดยไม่สะดุด
ที่จะเป็นเรื่องดีมากสำหรับหลาย ๆ ครอบครัว.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



