ทั้งนี้ ก็ใช่…ที่ พฤติกรรมขับขี่ยวดยานโดยผิดกฎจราจร ขาดความรับผิดชอบ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนที่ร้ายแรง เป็นประจำ สะท้อนถึง “วิกฤติความไม่ปลอดภัยทางถนน” และก็ทำให้ “ไทยติดอันดับความเสี่ยงสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก” หากแต่… ต้นตอปัญหาที่ฝังรากลึกอยู่มิใช่มีเพียงพฤติกรรมการขับขี่ที่ก่อปัญหา…ยังมีประเด็นอื่น ๆ อีก ซึ่งทำให้…

“ถนนในประเทศไทย” นั้น “อันตราย”

โดย “กลุ่มเสี่ยงมากสุดคือคนเดินเท้า”

เกี่ยวกับ “ความไม่ปลอดภัยของคนเดินเท้า” ที่เป็น “อีกหนึ่งภัยใกล้ตัวคนไทย”นั้น… ณ ที่นี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลจากรายงานวิจัย ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ฉบับที่ 238 กรกฎาคม 2569 เรื่อง “บทบาทของการออกแบบและการบำรุงรักษาทางข้ามถนนต่อความปลอดภัยของคนเดินเท้า” โดย ดร.สุเมธ องกิตติกุล และคณะวิจัย ที่ได้มีการถอดบทเรียนการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนของไทยผ่านทฤษฎีสากล มาตรฐานต่างประเทศ สภาพจริงในประเทศไทย รวมถึงมีข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อหวังอุดรอยรั่วและยกระดับมาตรฐานทางข้ามถนนให้สามารถปกป้องชีวิตประชาชนได้จริง

จากข้อมูลที่ฉายภาพปัญหาไว้ในรายงานวิจัยดังกล่าวนี้… มีการอ้างอิงรายงานโดย องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ได้สะท้อนภาพ ความจริงอันน่าตกใจเกี่ยวกับอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย ซึ่งมีอัตราสูงถึง 32.7 คนต่อประชากร 100,000 คน หรือ มีชีวิตที่ต้องดับสูญไปกว่า 22,491 คนต่อปี โดยในบรรดาผู้ใช้ถนนทั้งหมดนั้น กลุ่ม “คนเดินเท้า” ถือว่าเป็นกลุ่ม “เปราะบางที่สุด” จากการที่ “ต้องเผชิญความเสี่ยงแบบไร้เกราะป้องกัน”

ประเด็นนี้ สถิติจากระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน โดย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ก็ยืนยันไว้ โดยช่วงปี 2554-2564 มีคนเดินเท้าเสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 645 คนต่อปี คิดเป็นร้อยละ 2-4 ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนทั้งหมดในไทย โดย… ที่น่าสะเทือนใจอย่างยิ่งคืออุบัติเหตุจำนวนมากเกิดบริเวณ “ทางข้ามถนน” หรือ “ทางม้าลาย” ทั้งที่ตามหลักการสากลควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการสัญจรทางถนน ซึ่งนี่สะท้อนให้เห็นว่า…

“คนเดินเท้า” ในไทย “ต้องเสี่ยงตาย!!”

ในรายงานวิจัยTDRI ระบุไว้อีกว่า… ความเปราะบางของคนเดินเท้าในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารยานพาหนะ ซึ่ง ในขณะที่เทคโนโลยีด้านยนตรกรรมมีการพัฒนาระบบความปลอดภัยเพื่อปกป้องคนภายในรถอย่างต่อเนื่อง แต่ในไทยผู้ที่อยู่นอกรถกลับแทบไม่ได้รับการพัฒนาการปกป้องใด ๆ จากอันตรายทางถนน ความเสี่ยงของคนเดินเท้าที่ไร้สิ่งกำบังกลับยิ่งทวีคูณความรุนแรง โดยที่… “ความสูญเสียบนทางม้าลาย”ที่ปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่ไม่ใช่เป็นเพียงอุบัติเหตุจากความประมาทส่วนบุคคล แต่ยัง สะท้อนให้เห็นถึงการมี “ข้อบกพร่องเชิงระบบ” ด้านการออกแบบถนน การขาดการบำรุงรักษาเชิงรุก ไปจนถึง“ความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย”อย่างจริงจัง

นี่คือ “ประเด็นระดับชาติที่ต้องเร่งแก้”

รายงานวิจัยยังระบุไว้ว่า… หลักวิศวกรรมจราจรสากล “ทางข้ามถนน” คือจุดตัดทางกายภาพที่สำคัญของเส้นทางเคลื่อนที่ของยานพาหนะกับการสัญจรของมนุษย์ แต่จากการลงพื้นที่สำรวจเชิงลึกของคณะวิจัยกลับพบว่า… ทางข้ามในไทยส่วนใหญ่มีปัญหาบกพร่องทางกายภาพอย่างหนัก ทางม้าลายจำนวนมากมีเส้นจราจรเลือนราง ขาดการทาสีใหม่ให้เห็นชัดเจน และยัง ถูกบดบังทัศนวิสัยจากสิ่งกีดขวาง ผู้ขับขี่มองไม่เห็นคนเดินเท้าล่วงหน้า อีกทั้ง ขาดระบบไฟส่องสว่างที่เพียงพอในยามค่ำคืน เป็นจุดอับสายตาที่อันตราย และยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างทางข้ามเกือบทั้งหมดไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อรองรับคนทุกกลุ่ม ที่ไม่ใช่แค่ไม่สะดวก ยังเป็น ปัจจัยเร่งที่เพิ่มโอกาสเกิดอุบัติเหตุจนนำสู่การสูญเสียชีวิต

หัวใจสำคัญในการหยุดยั้งความสูญเสียบนถนนอย่างยั่งยืน คือ… ต้องเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิด “ระบบปลอดภัย (Safe System Approach)” บน 2 พื้นฐาน ได้แก่ “มนุษย์มีความผิดพลาดได้” และ “ร่างกายมนุษย์มีขีดจำกัดในการทนต่อแรงกระแทก” โดยการออกแบบระบบจราจร ต้องไม่ฝากความปลอดภัยทั้งหมดไว้กับพฤติกรรมที่สมบูรณ์แบบของผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ต้องสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานที่คาดการณ์ความผิดพลาดล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อผิดพลาดชั่ววูบเปลี่ยนเป็นความตายบนทางข้ามถนน ซึ่งแนวคิด Safe System จะกระจายความรับผิดชอบร่วมกันทุกส่วน ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้ออกแบบเมือง ผู้ออกแบบเส้นทาง ผู้ดูแลระบบจราจร ผู้ขับขี่ยานพาหนะ โดยทำผ่าน 6 หลักการพื้นฐาน คือ…

การเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้, มนุษย์มีโอกาสผิดพลาด, ร่างกายมนุษย์เปราะบางต่อการชน, ความรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยเป็นของทุกคนที่เกี่ยวข้อง, การยกระดับความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการเชิงรุก, การมีมาตรการป้องกันหลายชั้นเพื่อรองรับความผิดพลาดเป็นสิ่งสำคัญ…ซึ่งการออกแบบทางกายภาพต้องคาดการณ์ความผิดพลาดและข้อจำกัดของมนุษย์ ลดความเป็นไปได้ที่จะผิดพลาดจนนำสู่การบาดเจ็บรุนแรง

เพื่อจะสร้างความปลอดภัย มีโมเดลเชิงแนวคิดที่เชื่อมโยง 3 องค์ประกอบ… ลักษณะถนน อุปกรณ์ทางข้ามถนน และตัวแปรการออกแบบ โดยตัวแปรแรก ระยะการมองเห็น (Sight Distance) ผู้ขับขี่ต้องมีระยะเพียงพอในการสังเกตเห็นทางข้าม ตัดสินใจ และหยุดรถได้ทัน ซึ่งหากทัศนวิสัยถูกบดบังด้วยสิ่งกีดขวางหรือรถจอดข้างทาง ระยะหยุดรถจะถูกตัดรอนจนเกิดเหตุชนปะทะ ต่อมาคือ การจำกัดความเร็ว (Speed Control) ซึ่งที่ความเร็ว 30 กม./ชม. ยานพาหนะใช้ระยะหยุดรถ 8-12 เมตร ช่วยให้โอกาสรอดชีวิตของคนเดินเท้าสูงขึ้น แต่ถ้า 60 กม./ชม. ระยะหยุดรถจะเพิ่มเกิน 2 เท่า และแรงกระแทกเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิต และ การลดจุดขัดแย้ง (Conflict Points) บนถนนหลายเลน โดยการสร้างเกาะพักกลางถนน เลิกเลนเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด ขยายขอบทาง จะช่วยลดจุดเสี่ยงชนจาก 12 จุดให้เหลือเพียงระดับที่ปลอดภัย

ระยะมองเห็น-ความเร็ว-จุดขัดแย้ง ไม่ควรแยกออกจากกัน ด้วยเหตุผลเช่น… การมี “ทางข้ามถนนที่ยกระดับ”ทั้งช่วยให้ ผู้ขับขี่มองเห็นทางข้ามชัดเจนยิ่งขึ้น และ บังคับโดยสภาพทางกายภาพให้ผู้ขับขี่ลดความเร็ว ขณะที่การ “ผสานเกาะพักกลางถนนร่วมกับขอบทางขยาย” ช่วย ลดจุดตัดเสี่ยงและเพิ่มมุมมองสายตาให้ทั้งคนขับรถและคนเดินเท้า ซึ่งการออกแบบเช่นนี้คือหัวใจแนวคิดระบบปลอดภัยที่วางเกราะป้องกันหลายชั้น ถ้ามาตรการแรกพลาด ก็ยังมีมาตรการถัดไปคอยเซฟชีวิต แต่กระนั้น โครงสร้างวิศวกรรมที่ดีก็อาจไร้ความหมายถ้าขาดการ “บังคับใช้กฎหมาย” และการ “มีจิตสำนึก”

ทั้งนี้ ข้อมูลรายงานวิจัยTDRI ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” สะท้อนต่อมาข้างต้นนี้ มิใช่ปัญหาเก่าในไทย ยังคง “มีคนเดินเท้าเจ็บตายบนทางม้าลายอยู่เนือง ๆ” นี่เป็น “ปัญหาร้ายแรงที่ไทยต้องเร่งแก้”ซึ่งประเทศอื่น ๆ เขาแก้กันได้…

มีประเทศที่แก้ได้ดี “ไทยด้อยการแก้”

เราแย่?-เขาดี?…ตอนหน้ามาดูต่อ…

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์