ความยากจนและขาดแคลนโอกาส อาจเป็นกำแพงใหญ่ที่ปิดกั้นอนาคตของเด็กหลายคน แต่ที่ วัดพระพุทธบาทผาหนาม ต.ป่าไผ่ อ.ลี้ จ.ลำพูน กำแพงแห่งความเหลื่อมล้ำนั้น กลับถูกทำลายลงด้วยหัวใจแห่งการให้ตลอด 20 ปีของ พระครูสุนทร อรรถการ หรือ “ครูบาดร” อายุ 56 ปี เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทผาหนาม และเจ้าคณะตำบลนาทราย เขต 2
กว่าสองทศวรรษที่ครูบาดรรับอุปการะเด็กยากจน เด็กกำพร้า และเยาวชนด้อยโอกาส ทั้งในพื้นที่ อ.ลี้ และจากดอยสูงใน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่, อ.ท่าสองยาง และ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ส่งเสียให้บวชเรียนศึกษาต่อรวมแล้วกว่า 200 ชีวิต ผลิดอกออกผลเป็นข้าราชการครู แพทย์ พยาบาล ตำรวจ ทหาร นักการเมืองท้องถิ่น และช่างฝีมือ กระจายไปทำหน้าที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม

แรงขับเคลื่อนสำคัญในการช่วยเหลือเด็กๆ ของครูบาดร ไม่ได้เริ่มต้นจากความพร้อมทางปัจจัย แต่เริ่มต้นจาก “ความเข้าใจ”
“อาตมาเคยยากจนมาก่อน ทำให้เข้าใจความจนดีว่ามันทุกข์ยากแค่ไหน เมื่อเห็นเด็กด้อยโอกาส มันยากที่จะนิ่งเฉยโดยไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยได้ ต้องทำทุกอย่างให้เด็กได้เรียนหนังสือ เพื่อให้มีความรู้ออกไปเผชิญโลกและอยู่ในสังคมได้”

แม้ในช่วงเริ่มต้นจะมีเสียงคัดค้านหรือคำถามจากญาติโยมบางท่านว่า “ทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไรขึ้นมา เห็นมีแต่ความเหนื่อยล้าที่ได้รับกลับมา” แต่ท่านก็ไม่เคยตอบโต้ นิ่งสงบ และมุ่งมั่นทำตามความเชื่อมั่นต่อไป โดยยึดหลักคำสอนเตือนสติลูกศิษย์เสมอมาว่า “เกิดมาทั้งทีต้องเอาดีให้ได้ จะตายทั้งทีให้ฝากความดีเอาไว้” รวมทั้ง “คิดจะทำก็ต้องลุย อย่าไปคุยให้เสียเวลา”
ภาระการส่งเสียสามเณรและเด็กๆ ในวัดกว่า 40 รูป รวมถึงการหาทุนสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ต่างอำเภอและโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อปี ปัจจัยหลักมาจากการร่วมแรงร่วมใจของผู้มีจิตศรัทธา กิจนิมนต์ และเงินมุทิตาจิตที่ศิษย์เก่าซึ่งเรียนจบออกไปทำงานกลับมาช่วยถวาย

ทว่าในยามวิกฤติที่ไม่มีปัจจัย ครูบาดรพร้อมที่จะทำทุกทางเพื่อให้เด็กๆ ไม่อดอยาก แก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยควักเงินสดติดย่ามที่มีอยู่เพียงไม่กี่ร้อยบาท ออกมาจ่ายค่าเดินทางและค่าเรียนให้เด็กก่อน หากเงินก้นย่ามหมด ก็ยอมที่จะไปเซ็นค่าอาหารและวัตถุดิบจากตลาดหรือร้านค้าในหมู่บ้านเพื่อนำมาประกอบอาหารให้สามเณรได้ฉันอิ่มท้อง หากบางครั้งที่จำเป็นต้องใช้เงินเร่งด่วนเกี่ยวกับการศึกษา หากหมดทางออกจริงๆ ท่านก็ยอมเอ่ยปากขอยืมเงินจากญาติโยมมาหมุนเวียนก่อน เพื่อแลกกับโอกาสทางการศึกษาของเด็กๆ
การดูแลเด็กหลายสิบคนที่มาจากร้อยพ่อพันแม่ย่อมมีคนเกเร ไม่ทำวัตร ไม่ทำเวร หรือแอบขาดเรียน แต่ครูบาดรเลือกที่จะไม่ใช้ความรุนแรงหรือการตี แต่ใช้การอบรมขัดเกลา เช่น การยึดโทรศัพท์มือถือ ให้ขนหินขนทราย ล้างห้องน้ำ นั่งสมาธิ หรือสวดมนต์บทอิติปิโสเท่าอายุ เพื่อดึงสติตามหลักพระธรรม

นายอรรถวิทย์ เดชเถกิงไพร ครูโรงเรียนบ้านม่วงสามปี ศิษย์เก่าที่เคยเป็นเด็กกำพร้าและได้รับการส่งเสียจากครูบาดร ตั้งแต่อยู่วัดจนจบปริญญาโท เปิดเผยว่า “ครูบาดรเปรียบเสมือนพ่อคนที่ 2 ถ้าไม่มีท่านในวันนั้น เด็กกำพร้าอย่างผมก็คงไม่มีอนาคตได้รับราชการครูอย่างทุกวันนี้”

สำหรับครูบาดรแล้ว ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่เด็กทุกคนต้องมีตำแหน่งใหญ่โต แต่อยู่ที่การได้เห็นเด็กที่เคยไร้โอกาส เติบโตไปเป็น “คนดีและคนมีคุณภาพ” ของสังคม โดยท่านยังตั้งใจว่าจะเดินหน้ารับเลี้ยงดูและส่งเสียเด็กด้อยโอกาสต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่าเด็กเหล่านั้นจะมาจากพื้นที่ใดก็ตาม
นิยายชีวิต โดย : อสงไขย
เรื่องและภาพโดย : พิทักษ์ สัตยะสัจจา จ.ลำพูน
[[คลิก]] อ่านเรื่องราว “นิยายชีวิต” ได้ที่นี่..



