แต่ในความเป็นจริง คนที่คอยดูแลอยู่ข้าง ๆ ก็อาจกำลังได้รับผลกระทบทางจิตใจไปพร้อมกัน เพียงแต่ความเหนื่อยล้าของพวกเขามักไม่ถูกพูดถึง

ในทางจิตวิทยา ภาวะนี้เรียกว่า Secondary Trauma หรือ บาดแผลทางใจจากการรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น หมายถึง การที่บุคคลได้รับผลกระทบทางอารมณ์และจิตใจจากการอยู่ใกล้ชิด รับฟัง หรือดูแลผู้ที่ผ่านเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้เผชิญเหตุการณ์นั้นโดยตรงก็ตาม

ภาวะนี้พบได้ทั้งในบุคลากรทางการแพทย์ นักจิตวิทยา เจ้าหน้าที่กู้ภัย ครู นักสังคมสงเคราะห์ รวมถึงสมาชิกในครอบครัวที่ต้องดูแลผู้ป่วยหรือผู้ที่เผชิญความทุกข์เป็นเวลานาน

สิ่งที่ทำให้ Secondary Trauma เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะคนดูแล “อ่อนแอ” แต่เป็นเพราะมนุษย์มีความสามารถในการเข้าใจและรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น หรือที่เรียกว่า Empathy ความสามารถนี้ช่วยให้เราสร้างความสัมพันธ์และช่วยเหลือกันได้ แต่เมื่อเราต้องอยู่กับความเศร้า ความกลัว หรือความเจ็บปวดของคนอื่นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีโอกาสได้พักหรือจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง ความทุกข์เหล่านั้นอาจค่อย ๆ สะสมอยู่ในใจของเราโดยไม่รู้ตัว

หลายคนเริ่มสังเกตว่าตัวเองรู้สึกเหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ คิดถึงเรื่องผู้ป่วยอยู่ตลอดเวลา บางคนรู้สึกกังวลแทนคนที่ดูแลจนไม่สามารถผ่อนคลายได้ ขณะที่บางคนเริ่มหลีกเลี่ยงการพูดคุยกับผู้อื่น รู้สึกหมดพลัง หรือแม้แต่ร้องไห้กับเรื่องที่เมื่อก่อนรับมือได้

ในบางกรณี ผู้ดูแลอาจมีอาการคล้ายกับผู้ที่เผชิญเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ เช่น ฝันถึงเรื่องที่ได้ยินมา ภาพเหตุการณ์วนกลับเข้ามาในความคิด ระแวดระวังมากขึ้น หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย ทั้งที่ตนเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นเลย

คนในครอบครัวของผู้ป่วย PTSD เป็นตัวอย่างที่พบได้บ่อย หลายคนต้องใช้ชีวิตร่วมกับอาการหวาดระแวง ความตกใจง่าย หรืออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยเป็นเวลานาน จนค่อย ๆ รู้สึกเครียด เหนื่อยล้า และสูญเสียความสุขในการใช้ชีวิตของตนเอง

ในทำนองเดียวกัน พ่อแม่ที่ดูแลลูกซึ่งประสบเหตุการณ์รุนแรง อาจใช้เวลาทั้งวันเฝ้าระวังว่าลูกจะเป็นอย่างไร กลัวว่าลูกจะกลับไปมีอาการอีก จนลืมดูแลความรู้สึกของตัวเอง

ความรู้สึกผิดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พบได้บ่อย หลายคนคิดว่า “เราไม่มีสิทธิเหนื่อย เพราะคนที่ทุกข์จริง ๆ คือเขา” หรือ “ถ้าเราพัก เท่ากับเราเห็นแก่ตัว”

แต่ในความเป็นจริง การดูแลผู้อื่นโดยละเลยสุขภาพจิตของตัวเอง อาจทำให้เราไม่เหลือพลังมากพอที่จะช่วยใครได้ในระยะยาว

ในทางจิตวิทยา มีแนวคิดที่เรียกว่า Compassion Fatigue หรือภาวะอ่อนล้าจากการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เกิดขึ้นเมื่อบุคคลใช้พลังงานทางอารมณ์ในการดูแลหรือรับฟังความทุกข์ของผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง จนร่างกายและจิตใจเริ่มส่งสัญญาณว่ากำลังรับภาระมากเกินไป หากไม่ได้รับการดูแล อาจพัฒนาไปสู่ภาวะหมดไฟ (Burnout) หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ได้

การที่ผู้ดูแลดูแลตัวเองจึงไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ การมีเวลาพักผ่อน การแบ่งหน้าที่กับสมาชิกคนอื่น การพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ หรือการขอคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาเมื่อรู้สึกว่าความ เครียดเริ่มส่งผลต่อชีวิต ล้วนเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันไม่ให้ความเหนื่อยล้าสะสมจนกลายเป็นปัญหาในระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้ว การเป็นผู้ดูแลไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเข้มแข็งตลอดเวลา ผู้ที่คอยประคับประคองผู้อื่นก็เป็นมนุษย์ที่มีขีดจำกัด มีความรู้สึก และสามารถเหนื่อยล้าได้เช่นกัน

บางครั้ง การยอมรับว่าตัวเองก็ต้องการความช่วยเหลือ ไม่ได้ทำให้เราเป็นผู้ดูแลที่แย่ลง แต่กลับทำให้เรามีพลังที่จะอยู่เคียงข้างคนที่เรารักได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนกว่าเดิม เพราะการดูแลผู้อื่นได้ดีที่สุด เริ่มต้นจากการไม่ลืมดูแลหัวใจของตัวเองก่อนเสมอ.

เขียนโดย : จีระเดช งามสีสรรค์
เรียบเรียงโดย : ฐิติ ฐิติพันธุ์สรศักดิ์
โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital
โทร. 0-2589-1889 เว็บไซต์ bangkokmentalhealthhospital.com/