หกเดือนหลังสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน สงครามซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เคยเรียกว่าเป็น “ปฏิบัติการระยะสั้น” กลับกลายเป็นภาวะชะงักงันที่ไม่เป็นที่นิยมอย่างหนัก และอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของเขา

อิหร่านยังไม่ยอมจำนน การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญความปั่นป่วนอย่างรุนแรง ขณะที่ยังไม่มีหนทางชัดเจนในการยุติความขัดแย้ง ซึ่งทรัมป์เคยคาดการณ์ว่าจะสิ้นสุดภายใน 4 สัปดาห์

รัฐบาลวอชิงตันตระหนักมากขึ้นว่า การโจมตีทางทหารเพิ่มเติมไม่น่าจะบีบให้อิหร่านยอมอ่อนข้อ จึงหันกลับมาใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดยหวังทำให้รัฐบาลเตหะรานอ่อนแอลงอีกครั้ง ทั้งนี้ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ แจ้งต่อพันธมิตรของวอชิงตันว่า สหรัฐยังไม่มีแนวโน้มเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ “ในเวลานี้”

แม้ทิศทางของสถานการณ์ต่อจากนี้ยังไม่แน่นอน แต่ผลสะเทือนระยะยาวจากสงคราม ซึ่งมีต่อสหรัฐ อิหร่าน และเศรษฐกิจโลก เริ่มปรากฏชัดแล้วอย่างน้อย 6 ประการ

ประการแรก ทรัมป์กำลังเผชิญต้นทุนทางการเมือง เนื่องจากสงครามอิหร่านไม่เป็นที่นิยมตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น และกระแสต่อต้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคะแนนนิยมของผู้นำสหรัฐลดลงจาก 40% เหลือ 33% นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุ ประกอบกับความไม่พอใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันต่อราคาสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. ขณะที่ความแตกแยกภายในพรรคก็ขยายตัวมากขึ้นเช่นกัน

ประการที่สอง สงครามส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลสร้างความตื่นตระหนกในทันที เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานราว 20% ของโลก ความติดขัดของการขนส่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มความวิตกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แม้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะยังรุนแรงน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายกังวลในระยะแรก

ประการที่สาม แม้กองทัพและเศรษฐกิจอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่รัฐบาลเตหะรานยังคงมีศักยภาพในการตอบโต้ และรักษาการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซต่อไปได้ สะท้อนว่าอิหร่านยังไม่พ่ายแพ้ ขณะเดียวกัน สงครามยังกลายเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามผู้เห็นต่างภายในประเทศ

ประการที่สี่ ตะวันออกกลางมีความไม่มั่นคงมากขึ้น และพันธมิตรของสหรัฐต้องเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า สงครามซึ่งมีเป้าหมายกำจัดอิหร่านในฐานะภัยคุกคามของภูมิภาค กลับทำให้รัฐบาลเตหะรานยิ่งแข็งกร้าว และทำให้ตะวันออกกลางมีความปลอดภัยน้อยลง

ประการที่ห้า อิหร่านอาจต้องใช้เวลานานกว่าเดิมในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยการประเมินข่าวกรองสหรัฐเมื่อเดือน พ.ค. ระบุว่า อาจต้องใช้เวลานานถึง 1 ปี จากเดิมที่คาดไว้เพียง 6 เดือนก่อนสงคราม อย่างไรก็ตาม แม้การขัดขวางไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์เป็นเป้าหมายหลักของทรัมป์ แต่สถานะที่แท้จริงของโครงการยังคงไม่แน่นอน

ประการสุดท้าย ความพร้อมทางทหารของสหรัฐลดลง หลังสูญเสียโดรนและเครื่องบินรบทั้งจากการโจมตีของอิหร่านและอุบัติเหตุ รัฐบาลวอชิงตันจึงต้องโยกย้ายเครื่องบินขับไล่ เรือรบ และยุทโธปกรณ์อื่นจากยุโรปและเอเชีย-แปซิฟิกเข้าสู่ตะวันออกกลาง ส่งผลให้การประจำการยืดเยื้อ และก่อคำถามถึงความพร้อมของกองทัพสหรัฐในภูมิภาคอื่น ๆ.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS