ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า… ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรวิชาชีพในกระบวนการคุ้มครองและช่วยเหลือนั้น นับเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคใหญ่ของเหยื่อที่ต้องการพึ่งพิงกลไกจากรัฐในเรื่องนี้ โดยเฉพาะถ้าหากเหยื่อเป็น เด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ หรือคนพิการ ซึ่งการขาดแคลนบุคลากรวิชาชีพที่จะทำหน้าที่เป็น “กลไกสำคัญ” ในระบบดังกล่าว เช่น ตำแหน่งอย่าง “นักสังคมสงเคราะห์” ซึ่งถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญมาก ๆ…
กรณีนี้จึงนำไปสู่คำถามที่หลายคนกังวล
วันนี้ระบบดังกล่าวนี้ของประเทศไทยนั้น
“มีคน–มีงบ–มีเครื่องมือ” เพียงพอหรือไม่
จากคำถามข้างต้น… “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ชวนพิจารณาข้อมูลจาก 101 PUB หรือ ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง ในบทวิเคราะห์เรื่อง “นักสังคมสงเคราะห์ มีไม่พอดูแลคนไทย?” โดย สรัช สินธุประมา เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า… ทุกครั้งที่เกิดคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญ สังคมมักเรียกร้องความยุติธรรมให้เหยื่อ แต่สิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามควบคู่กันก็คือ ระบบคุ้มครองของไทยเพียงพอที่จะหยุดวงจรความรุนแรงก่อนจะเกิดเหยื่อรายต่อไปหรือไม่…
นอกจากนั้น บทวิเคราะห์นี้ยังชี้ว่า… ในระบบช่วยเหลือเหยื่อ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง “กลไกคุ้มครอง” เป็นเครื่องมือสำคัญไม่แพ้การดำเนินคดี เพราะเหยื่อจำนวนไม่น้อยต้องการทั้งความปลอดภัย การฟื้นฟูสภาพจิตใจ การจัดการเรื่องครอบครัว ที่พักพิง การศึกษา อาชีพ และการติดตามในระยะยาว แต่ปัญหาที่ไทยเผชิญคือ การออกแบบกลไก การจัดสรรงบประมาณ และจำนวนบุคลากรยังไม่สอดรับกับภาระงานจริง โดยเฉพาะตำแหน่ง “นักสังคมสงเคราะห์” ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในกระบวนการคุ้มครองและช่วยเหลือเหยื่อ…

รายงานชิ้นนี้ยังระบุเพิ่มเติมว่า… ไทยมีนักสังคมสงเคราะห์ที่ขึ้นทะเบียนได้รับอนุญาต 3,351 คน หรือเฉลี่ย 5.1 คนต่อประชากร 100,000 คน ตัวเลขนี้ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับบางประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ที่มีราว 29 คนต่อประชากร 100,000 คน และมาเลเซียราว 11.6 คนต่อประชากร 100,000 คน อย่างไรก็ตาม บทความย้ำว่า การเปรียบเทียบระหว่างประเทศต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะแต่ละประเทศมีโครงสร้างสังคม ระบบบริการสังคม ขอบเขตงาน และหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนนักสังคมสงเคราะห์แตกต่างกัน จึงไม่อาจสรุปแบบง่าย ๆ ว่า… ประเทศใดมีจำนวนมากกว่าแล้วระบบนี้จะดีกว่าเสมอไป…นี่เป็น “ตัวเลขสำคัญ” ที่นำมาเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนถึง…
สัดส่วนนักสังคมสงเคราะห์ต่อประชากร
ระหว่างประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะต้องอ่านอย่างรอบด้าน แต่สัดส่วนนักสังคมสงเคราะห์ของไทยในขณะนี้ยังถือเป็น “สัญญาณเตือนที่น่ากังวล” และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของกลไกคุ้มครองช่วยเหลือเหยื่อ เพราะงานของนักสังคมสงเคราะห์ไม่ได้จบเพียงการรับเรื่องหรือให้คำปรึกษา หากยังต้องลงพื้นที่ ประเมินความเสี่ยง ประสานทีมสหวิชาชีพ วางแผนช่วยเหลือเฉพาะราย และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ครอบครัว ความรุนแรงในบ้าน หรือผู้เสียหายที่ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ งานเหล่านี้ต้อง “ใช้เวลา–ใช้ความเชี่ยวชาญ” รวมถึง “ใช้ความไว้วางใจ” ระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้รับบริการ ซึ่งไม่อาจเร่งให้จบด้วยกระบวนการเชิงเอกสารเพียงอย่างเดียว โดยบทความได้ฉายภาพเกี่ยวกับ “ภาระงานของนักสังคมสงเคราะห์” ไว้ว่า…
“หากมองเผิน ๆ จากตัวเลขนักสังคมสงเคราะห์ที่ไทยมีอยู่ คือที่3,351 คน อาจดูเป็นจำนวนที่ไม่น้อย แต่เมื่อเฉลี่ยกับประชากรทั้งประเทศไทยแล้ว ภาระนักสังคมสงเคราะห์กลับหนักอย่างยิ่ง เพราะงานของคนเหล่านี้ไม่ได้จบแค่การรับเรื่องร้องเรียน แต่ต้องลงพื้นที่ ประเมินความเสี่ยง วางแผนช่วยเหลือ ประสานทีมสหวิชาชีพ และติดตามผลในระยะยาว โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและครอบครัว ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลา ความละเอียดอ่อน และความต่อเนื่อง” …
บทความดังกล่าวยังเน้นย้ำว่า… แม้สัดส่วนนักสังคมสงเคราะห์ต่อประชากรจะไม่มีสูตรตายตัวว่า…ควรจะต้องเป็นเท่าใด เพราะแต่ละประเทศต่างมีปัญหาทางสังคม วัฒนธรรม ระบบบริการ และหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนไม่เหมือนกัน ดังนั้นการมีจำนวนมากก็ไม่ได้แปลว่า…ระบบจะดีกว่าเสมอไป แต่อีกด้านหนึ่ง “ตัวเลขของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ” เช่นนี้ก็เป็นเสมือน “สัญญาณเตือน” ให้ต้องระวังว่า… ไทยควรมีการประเมินกำลังคนอย่างจริงจัง ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วจึงตั้งคำถามซ้ำ ๆ ว่า… เพราะเหตุใดระบบคุ้มครองของไทยที่มี จึงเข้าไม่ถึงคนที่ต้องการความช่วยเหลือ…นี่ก็เป็นปุจฉาที่บทความนี้ชวนสังคมฉุกคิด
ส่วนอีกประเด็นที่ถูกนำขึ้นมาสะท้อนถึง นั่นก็คือเรื่องของ “ระบบใบอนุญาต” ของไทย ซึ่งพบว่า… มีหลักเกณฑ์ค่อนข้างเข้มงวด และยังถูกใช้เป็นคุณสมบัติสำคัญในการเข้ารับราชการในหลายหน่วยงาน ทำให้ผู้สมัครต้องผ่านทั้งการสอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ และการทดสอบภาคปฏิบัติที่จัดโดยสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้มีความจำเป็นต่อคุณภาพและจรรยาบรรณ อย่างไรก็ตามเรื่องของคุณภาพมาตรฐานนี้ก็กลายมาเป็นคำถามสำคัญว่า… ปัจจุบันไทยมีแผนหรือนโยบายที่จะผลิตบุคลากรในส่วนนี้เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน รวมถึงมีแผนที่จะรักษาบุคลากรในส่วนนี้หรือไม่ ซึ่งถ้าไทยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน กรณีนี้อาจกลายเป็น “คอขวดของระบบ” ทำให้จำนวนบุคลากรเพิ่มขึ้นไม่ทันภาระงานจริง…
“ช่องว่างที่เกิดขึ้นทำให้ไทยต้องอาศัยเครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ อพม. เป็นกำลังเสริม โดยเฉพาะพื้นที่ที่ขาดแคลนนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ ข้อดีคือ อพม. อยู่ใกล้ชุมชน เห็นปัญหาเร็ว และเข้าถึงครัวเรือนเปราะบางได้ไว แต่ข้อจำกัดคืออาสาสมัครไม่อาจทดแทนบทบาทวิชาชีพทั้งหมดได้ โดยเฉพาะงานประเมินความเสี่ยงสูง งานคุ้มครองรายกรณี และงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม”…เป็น “ข้อห่วงใย” ที่ถูกระบุไว้
ทั้งนี้ บทความหัวข้อ “นักสังคมสงเคราะห์ มีไม่พอดูแลคนไทย?” โดย สรัช สินธุประมา ซึ่งเผยแพร่อยู่ใน เว็บไซต์ 101 PUB ของศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลงได้มีการ เสนอแนะให้ไทยควรศึกษาทบทวนความเพียงพอของนักสังคมสงเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อกำหนดเป้าหมายกำลังคนจากเงื่อนไขของไทยเอง ไม่ใช่เป็นเพียงการหยิบตัวเลขต่างประเทศมาเปรียบเทียบ เพราะแต่ละพื้นที่มีความเสี่ยงและภาระงานต่างกัน ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของจำนวนคนไม่พอ แต่เกี่ยวพันกับโครงสร้างการทำงานที่กระจัดกระจายอยู่หลายหน่วยงานในหลาย ๆ ระดับด้วย จนทำให้การส่งต่อข้อมูล ประเมินความเสี่ยง และการติดตามจึงขึ้นอยู่กับความพร้อมของพื้นที่เป็นหลัก โดยถ้าพื้นที่ใดมีเจ้าหน้าที่ประสบการณ์สูง มีเครือข่ายที่ทำงานเชื่อมกันได้ดี เหยื่อมักได้รับการดูแลเร็วกว่า แต่ถ้าพื้นที่ใดขาดบุคลากรหรือมีภาระงานสูง การช่วยเหลือก็อาจล่าช้า…
จนกรณีที่ควรจะต้องเป็นงาน “ป้องกัน” นั้น
ก็กลายเป็นงาน “เยียวยาหลังเกิดเหตุ” แทน
ที่ปัญหาเหล่านี้เป็นโจทย์ซึ่งไทยต้องทบทวน.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



