การเมืองในห้วงนี้คงหนีไม่พ้นสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะถนนทุกสายต่างนับวันรอวันที่ 14 ก.ย. 2569 โดยกำลังจับจ้องไปยังการประชุมนัดสุดท้ายของ กกต. ว่าท้ายที่สุดแล้ว ปมร้อน “คดีฮั้วเลือก สว.” ที่ลากยาวมาจนสังคมเริ่มตั้งคำถาม จะถูกปิดจ็อบออกมาในทิศทางใด
สำหรับแนวทางในคดีฮั้ว สว. ขณะนี้แบ่งออกเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก 1. กกต. เห็นตามคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ที่มีความเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 รายมีมูล และส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งวินิจฉัย ในจำนวนดังกล่าวมี สว. ชุดปัจจุบันถึง 138 คน และบุคคลเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายอีก 91 คน ที่มีการกล่าวหาว่ามีแกนนำพรรคภูมิใจไทยหลายคนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หากศาลรับคำร้อง โครงสร้าง “ระบอบสีน้ำเงิน” ย่อมสะเทือนแน่นอน

2. ยกคำร้องทั้ง 229 คน โดย กกต. เห็นตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36 ซึ่งเคยมีมติ 5 ต่อ 2 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด พยานหลักฐานไปไม่ถึง หากออกทางนี้คือ “ปิดเกมทั้งกระดาน”ฟอกขาว ในชั้น กกต. แต่จะเป็นทางออกที่สร้างแรงกระแทกทางการเมืองอย่างหนักหน่วง
กกต.ต้องเจอทัวร์ลงแบบจัดหนักแน่นอน เพราะฝ่ายที่ติดตามคดีและภาคประชาชนเตรียมตั้งคำถามรออยู่แล้ว อีกทั้งยังมีการนำผลสอบของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ที่มีดีเอสไอร่วมด้วย ออกมาขยี้และฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอกย้ำความผิดต่างๆ จนทำให้สังคมเชื่อไปแล้วกว่าครึ่งว่าทั้งหมดผิดจริง และต้องเป็นไปตามธงที่ปักไว้เพื่อล้าง “ระบอบสีน้ำเงิน”
3. ฟ้องบางคน-ยกคำร้องบางคน ซึ่งฝ่ายค้านออกมาแทงหวยแล้วว่าน่าจะออกแนวทางนี้ โดยเป็นการเด็ดเฉพาะ “สีน้ำเงินอ่อน” เพราะดูจากการที่ กกต. แยกพิจารณาเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มตามน้ำหนักพยานหลักฐาน เช่น ส่งศาลเฉพาะบางรายที่เห็นว่าหลักฐานชัด ขณะที่อีกส่วนยกคำร้อง
โดย“ไอติม – พริษฐ์ วัชรสินธุ” เคยชี้ว่า หาก กกต. เลือกส่งคดีไปถึงศาลเพียงบางคน ขณะที่บางคนถูกยกคำร้อง คำถามสำคัญจะไม่ใช่อยู่แค่ว่า ใครผิด ใครรอด แต่จะกลายเป็นว่า ใครคือคนที่ถูกเลือกให้รอด กลายเป็นว่าคนที่ถูกเลือกคือ “น้ำเงินอ่อน” ถูก “สังเวย” เพื่อปกป้อง “น้ำเงินเข้ม”

โดยเลือกฟ้องเฉพาะผู้ที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางอำนาจ เป็นเพียงระดับปฏิบัติการ หรือเป็น สว. และเครือข่ายที่ไม่ใช่ตัวหลักของขบวน ขณะที่ระดับคีย์แมน นักการเมือง หรือผู้ที่ถูกมองว่าอยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจกลับหลุดออกจากสำนวน
ในวันที่ 14 ก.ย. จึงจะเป็น “วันชี้ชะตาความน่าเชื่อถือของ กกต. เอง” เพราะขณะนี้ กกต. กลายเป็นตำบลกระสุนตก เจอแรงกดดันรายวัน ยิ่งฝ่ายการเมืองออกมาโต้แย้งมากเท่าไร แรงกดดันก็ยิ่งตกอยู่กับ กกต. มากขึ้นเท่านั้น
เพราะหากผลออกมาในทางแรก คือส่งศาลทั้งหมด ย่อมส่งผลสะเทือนถึงรัฐบาลสีน้ำเงิน แต่หากผลออกมาในทางที่สังคมมองว่าเบาเกินไป หรือไม่สมกับหลักฐานที่ถูกเปิดเผยและข้อกล่าวหาที่ติดตามมานาน คนที่ต้องตอบคำถามจะไม่ใช่ สว. ฝ่ายเดียว แต่จะเป็น กกต. เอง นี่จึงเป็นกับดักทางการเมืองที่ กกต. หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็มีคนรอถลกหนังอยู่ปลายทาง
ด้านภาคประชาชนอย่าง iLaw และ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ก็ทำหน้าที่พลีชีพ ไม่ได้เตรียมตัวเพียงเพื่อรอฟังผลอยู่บ้านแน่นอน แต่พร้อมปลุกประชาชนออกมาไล่ กกต. และระบอบสีน้ำเงิน ยิ่ง “พรรคส้ม” อย่าง “พรรคประชาชน” ที่ร่วมจับมือกับ iLaw โยนระเบิดใส่ กกต. ไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งเพิ่มอุณหภูมิความร้อนแรง
เมื่อมารวมกับแรงกดดันในสภา ซึ่งขณะนี้ฝ่ายค้านมีความชัดเจนแล้วจากการประชุมร่วมกันของ 6 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ว่าเตรียมซักฟอก จะขอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 เพื่อตรวจสอบความผิดพลาด การทุจริต หรือความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล และสิ้นสุดด้วยการ “ลงมติ” ว่าไว้วางใจหรือไม่
หากรัฐมนตรีคนใดหรือทั้งคณะได้คะแนนเสียงไม่ไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่งจะต้องพ้นจากตำแหน่งทันที ส่วนรายละเอียดยังไม่มีระบุว่าจะยื่นเป็นรายบุคคลหรือยกคณะขณะนี้มี “สารตั้งต้น” 2 รายชื่อที่จะถูกอภิปรายแน่นอน คือ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ “ลูกนก” ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

โดยมีตัวตึงอย่าง “รังสิมันต์ โรม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นแกนหลักในการทำงานร่วมกับตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค เพื่อจัดทำญัตติให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยก่อนยื่น ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ พร้อมดักคอนายกรัฐมนตรีหรือพรรคภูมิใจไทยว่า อย่ากลัวการถูกตรวจสอบด้วยการขอให้ประธานสภาฯ วินิจฉัยห้ามพูดถึงเรื่องการโกง สว. หรือการโกงสอบท้องถิ่น และอย่ามาปิดกั้นการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน

เมื่อ “พรรคส้ม” เริ่มมีบทบาทร่วมในแรงกดดัน ภาพการเคลื่อนไหวก็ยิ่งน่าสนใจ เพราะนี่อาจเป็นจังหวะที่ เกมในสภา กับ เกมนอกสภา เริ่มเดินคู่ขนานกัน
ต้องจับตาดูเกมการเมืองช่วงนี้ที่ถือว่ากำลังตั้งเค้าพายุใหญ่ แม้รัฐบาลจะมีเสียงในสภาอย่างท่วมท้น
แต่ “นายกฯ หนู” เองก็มีแผลเยอะ ทั้งเรื่องที่ดินเขากระโดง และรันเวย์ VIP ขนงพระ โดยเฉพาะเรื่องฉาวในกระทรวงมหาดไทยที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ซึ่งล่าสุดที่ฝีแตกคือเรื่อง “โกงข้อสอบท้องถิ่น”
นอกจากนี้ ยังต้องจับตาความสัมพันธ์ระหว่าง “น้ำเงิน-แดง” ว่าแน่นจริง หรือแค่รอเวลาบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ อย่าง อาจารย์เชน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ที่ตอนนี้เรียกได้ว่า “งานดี” แถมยังเนื้อหอมไม่เบา ด้วยภาพลักษณ์ความน่ารักและจับต้องได้ กลายเป็นคนมีเสน่ห์ขึ้นมาทันที

อีกทั้งคดีฮั้ว สว. ที่ฝ่ายค้านรุมถล่ม ยังมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นคนสนิทของ “นายกฯ ใหญ่บ้านจันทร์ส่องหล้า” เข้าไปร่วมในกระบวนการโค่นระบอบสีน้ำเงินด้วย
งานนี้ “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน และอดีตแกนนำเสื้อแดง ได้ประเมินสถานการณ์ว่า ในเดือนกันยายนนี้จะเริ่มประกาศขยับลงถนนชุมนุมใหญ่ เพื่อกดดัน กกต. โดยช่วงเวลารอยต่อ 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 14–28 ก.ย. จะยิ่งตึงเครียดและร้อนแรงราวกับราดน้ำมันใส่กองไฟ
พร้อมระบุอีกว่า ในวันที่ 7 ก.ย. นี้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เจ้าสำนักบ้านพระอาทิตย์ ได้นัดประชาชนลงถนนเพื่อเรียกร้องเอาประเทศไทยคืนจากกรณีทุนเทาและชาวอิสราเอลถือครองที่ดินและธุรกิจ ส่วนตนเองจะรอดูสถานการณ์อย่างใจเย็นก่อนตัดสินใจ เพราะทุกห้วงสถานการณ์ในรอยต่อ 14-28 ก.ย. นั้นมีความสำคัญยิ่ง
“ช่องว่าง 14 วันนั้น เวลาจะนำพาไปสู่ทุกกรณี ยิ่งวันที่ 14 ก.ย. กกต. ทั้ง 7 นัดประชุมตัดสินใจว่าจะส่งเอกสารไต่สวนฮั้ว สว. ชุดที่ 26 ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยหรือไม่ จากนั้นวันที่ 28 ก.ย. ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีบัตรเลือกตั้ง สถานการณ์จะยิ่งตึงเครียดและอ่อนไหวได้ง่ายขึ้น”
สุดท้ายแล้ว ต้องจับตาดูว่ากลไกใน “ระบอบสีน้ำเงิน” จะกลายเป็นตัวเร่งเชื้อไฟโหมใส่บัลลังก์ “นายกฯ หนู” ให้ร่วงจากตึกไทยคู่ฟ้าหรือไม่!



