เมื่อไม่นานมานี้ มีการเปิดเผยรายงานจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกนหรือซีดีซี ซึ่งมีข้อมูลที่น่าตกใจว่า ชาวอเมริกันกว่า 70% กำลังเผชิญภาวะเหนื่อยล้า สะสม โดยกลุ่มผู้ใหญ่ในช่วงวัยก่อน 35 ปีและผู้หญิงเผชิญวิกฤตนี้หนักที่สุด

ท่ามกลางสภาวะสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาด้านค่าครองชีพ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงความกังวลเรื่องเอไอครองโลก ซึ่งล้วนบั่นทอนพลังชีวิตของผู้คน  อาการเหนื่อยล้า (Fatigue) เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยที่สุดเมื่อผู้ป่วยในสหรัฐไปพบแพทย์ แต่กลับไม่ค่อยได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจัง 

ภาวะเหนื่อยล้าต่างจากอาการง่วงนอนทั่วไป เพราะเป็นความอ่อนล้าทางกายหรือใจที่ไม่สามารถหายได้ด้วยการนอนพัก โดยอาจเป็นผลข้างเคียงจากยาหรือสัญญาณของโรคร้ายแรงอื่น ทั้งยังส่งผลเสียต่อสมาธิและการเข้าสังคม ผู้ที่มีอาการเหนื่อยล้าสะสมบ่อยครั้ง มีแนวโน้มที่จะแสดงอาการของโรคซึมเศร้าสูงกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า และมีแนวโน้มเผชิญปัญหาด้านสมาธิหรือระบบประมวลผลของสมอง หรือโรควิตกกังวลสูงกว่าถึง 2 เท่า

รายงานเกี่ยวกับภาวะเหนื่อยล้าจากศูนย์สถิติด้านสุขภาพแห่งชาติหรือเอ็นซีเอชเอสในสังกัดซีดีซี ซึ่งสำรวจผู้ใหญ่กว่า 27,000 คน พบว่า คนอเมริกันในวัยผู้ใหญ่ราว 71.5% รู้สึกเหนื่อยล้าเป็นเวลาหลายวันในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และราว 1 ใน 6 เผชิญภาวะนี้อย่างหนักคือรู้สึกเหนื่อยล้า “เกือบทุกวันหรือทุกวัน”

รายงานของซีดีซีพบว่า กลุ่มประชากรอเมริกันแต่ละกลุ่มมีภาวะความเหนื่อยล้าสะสมบ่อยครั้งแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มผู้ใหญ่ในช่วงอายุ 18-34 ปี เป็นกลุ่มที่เผชิญภาวะนี้สูงที่สุดถึงร้อยละ 19.5 ในขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปกลับมีอัตราต่ำที่สุดเพียงร้อยละ 12.9 

เมื่อพิจารณาในมิติของเพศสภาพ ผู้หญิงมีแนวโน้มประสบภาวะเหนื่อยล้ามากกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญที่ร้อยละ 20 ต่อร้อยละ 13

นอกจากนี้ ข้อมูลด้านเชื้อชาติยังชี้ให้เห็นว่า กลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกันและชนพื้นเมืองอะแลสกาแบกรับภาวะความเหนื่อยล้าสูงที่สุดถึงร้อยละ 25.5 ตามมาด้วยกลุ่มคนผิวขาวร้อยละ 18 คนผิวดำร้อยละ 17.3 คนเชื้อสายละตินร้อยละ 12.9 และกลุ่มคนเชื้อสายเอเชียที่มีอัตราต่ำที่สุดเพียงร้อยละ 9.1 ทั้งนี้ ในแง่ของภูมิภาคที่อยู่อาศัย พบว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ในแถบตอนใต้และตะวันตกกลางของประเทศมีอัตราความเหนื่อยล้าสูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ โดยอยู่ที่ร้อยละ 17.7 และร้อยละ 17.5 ตามลำดับ

ดร. อลานา เอ. ลูอิส อายุรแพทย์หัวใจ มองว่าผลลัพธ์นี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะการใช้ชีวิตในปัจจุบันเต็มไปด้วยความเครียดสะสม ผลการสำรวจจากสมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐก็ชี้ว่า ผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยวและเครียดเรื่องอนาคตมากขึ้น 

ด้าน เจนนิเฟอร์ คาสพาริ นักจิตวิทยาคลินิก เสริมว่าความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งคอร์ติซอลและอะดรีนาลีน ซึ่งบั่นทอนร่างกายในระยะยาว เมื่อรวมกับวิถีชีวิตที่อัดแน่นจนไม่มีเวลาพัก สุขภาพจิตที่แย่ลงจึงส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนหลับโดยตรง

สำหรับกลุ่มผู้หญิง ปัจจัยทางชีวภาพอย่างโรคแพ้ภูมิตนเองและความผันผวนของฮอร์โมน (เช่น ประจำเดือน การตั้งครรภ์ วัยทอง) มีผลอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ภาระงานทั้งนอกบ้านและงานบ้าน รวมทั้งความวิตกกังวลในการจัดการชีวิตประจำวัน ยังเป็นตัวสูบพลังงานของผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอย่างเห็นได้ชัด

ดร. ลูอิส ให้คำแนะนำเรื่องการฟื้นฟูร่างกายจากภาวะเหนื่อยล้า โดยการปรับ 3 เสาหลัก คือ สุขภาพจิต ไลฟ์สไตล์ และสุขภาพกาย โดยย้อนเช็กพฤติกรรมพื้นฐานอย่างการนอน กิน ออกกำลังกาย ว่ามีคุณภาพดีพอหรือยัง รวมทั้งลดเวลาที่อยู่หน้าจอ หากปรับแล้ว อาการเหนื่อยล้าไม่ดีขึ้นจนกลายเป็นภาวะเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์ 

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

ที่มา : nbcnews.com

เครดิตภาพ : Concord90 from Pixabay