เป็นเรื่องราวที่มีโอกาสเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับคนดัง เมื่อมีคนชื่นชอบมาพบเจอ  เป็นธรรมดาที่จะมีการขอถ่ายภาพร่วมเป็นที่ระลึก  แต่จากดราม่าล่าสุด สะท้อนอีกมุมภาพถ่ายร่วมกันสำหรับบางคนไม่ใช่แค่ที่ระลึก แต่อาจ“ล้ำเส้น”กฎหมายเข้าข่ายเป็นความผิดได้ด้วย

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ  ผบก.สอท.1 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตอบข้อสงสัย“ทีมข่าวอาชญากรรม” ถึงพฤติกรรมแอบอ้างความสนิทสนมกับบุคคลมีชื่อเสียงผ่าน“ภาพถ่ายคู่” และการนำไปใช้ที่อาจเสี่ยงผิดกฎหมายว่า การขอถ่ายภาพคู่กับบุคคลมีชื่อเสียงในพื้นที่สาธารณะ หรือในงานอีเวนต์ต่างๆ โดยพื้นฐานแล้วไม่ใช่ความผิด  แต่“เส้นแบ่ง”ของความผิดกฎหมายจะเกิดขึ้นทันที เมื่อมีการนำภาพถ่ายนั้นไป“แอบอ้างแสวงหาผลประโยชน์”

หากนำภาพไปโพสต์พร้อมสร้างเรื่องราวอันเป็นเท็จ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเองมีความสนิทสนม เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ  หรือมีอิทธิพลบารมีเทียบเท่าบุคคลในภาพ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือจอมปลอม และนำไปสู่การหลอกลวงผู้อื่น ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่าย “เจตนาทุจริตอย่างชัดเจน”

สำหรับข้อหาและอัตราโทษที่อาจสุ่มเสี่ยงจากการกระทำดังกล่าว พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า หากสืบสวนพบว่ามีการนำภาพถ่ายคู่ไปใช้แอบอ้างหลอกลวง การกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายเป็นความผิดทางอาญา ดังนี้

  • ความผิดฐานฉ้อโกง : หากการแอบอ้างนั้นทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อจนยอมมอบทรัพย์สินให้ จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท
  • ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน : หากการหลอกลวงนั้นกระทำต่อบุคคลทั่วไปในวงกว้าง จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท
  • ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ : หากนำภาพและข้อความเท็จไปโพสต์ลงในสื่อสังคมออนไลน์ จะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 14 (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

กรณีบุคคลสาธารณะถูกนำภาพถ่ายคู่ไปใช้แอบอ้างสร้างความน่าเชื่อถือ แล้วกังวลว่าอีกฝ่ายจะนำรูปไปแอบอ้างทำเรื่องไม่ดีจนคนหลงเชื่อนั้น พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ แนะนำสำหรับบุคคลมีชื่อเสียง ดารา หรือนักธุรกิจ หากพบมีบุคคลนำภาพถ่ายคู่ไปใช้ในลักษณะแอบอ้าง หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อพฤติกรรมดังกล่าว สามารถดำเนินการเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตนเองได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีผู้อื่นได้รับความเสียหายจากการแอบอ้าง ด้วยการเดินทางไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว

นอกจากนี้  ยังสามารถใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างเป็นทางการของตนเอง ประกาศชี้แจงให้สาธารณชนรับทราบว่าไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือความร่วมมือทางธุรกิจใด ๆ เพื่อเป็นการตัดวงจรไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ

สำหรับข้อควรระวังสำหรับบุคคลมีชื่อเสียงในการถ่ายภาพในยุคปัจจุบัน และรูปแบบการแอบอ้างที่ต้องระวัง พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ระบุ  ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟน  บุคคลมีชื่อเสียงต้องเพิ่มความระมัดระวังเรื่องบริบทของภาพถ่ายเป็นพิเศษ  พร้อมแนะนำให้ควรหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพในลักษณะที่“ฝ่ายขอถ่ายยื่นผลิตภัณฑ์ สินค้า หรือเอกสาร”มาให้ถือถ่ายรูปด้วย รวมถึงการถ่ายภาพโดยมีโลโก้ธุรกิจที่ไม่รู้จักเป็นฉากหลัง เพราะมิจฉาชีพมักนำภาพเหล่านั้นไปตัดต่อหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ตาม  กรณีที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง คือการที่มิจฉาชีพแฝงตัวมาเป็นแฟนคลับขอถ่ายรูปตามงานทั่วไป จากนั้นนำภาพไปโพสต์ในกลุ่มไลน์ชักชวนลงทุน  อ้างว่าดาราหรือผู้ทรงคุณวุฒิในภาพคือ “ที่ปรึกษา”หรือ“ผู้ร่วมลงทุน”ในแชร์ลูกโซ่ สกุลเงินดิจิทัลเถื่อน หรือเว็บไซต์พนันออนไลน์ กระทั่งทำให้ประชาชนทั่วไปที่เห็นภาพเกิดความเชื่อมั่น ยอมนำเงินมาลงทุนจนสูญเสียทรัพย์สินมหาศาล

“นอกจากประชาชนจะตกเป็นเหยื่อแล้ว ตัวบุคคลมีชื่อเสียงเองก็อาจต้องถูกเชิญตัวมาสอบสวนในฐานะพยานหรือผู้ต้องสงสัยร่วมด้วย”.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน