“กุลณัฐ หอมกระแจะ” เป็นชื่อและนามสกุลของเธอ แต่ผู้คนบนโซเชียลจดจำเธอจากฉายา “ครูเตยเรือซิ่ง” และภาพที่เธอบังคับเรือหางยาวได้อย่างคล่องแคล่วราวนักขับเรือมืออาชีพ เธอเล่าประวัติให้ฟังว่า ปัจจุบันอายุ 28 ปี เป็นคน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ด้วยความที่เติบโตริมแม่น้ำเจ้าพระยา จึงผูกพันและใช้ชีวิตแบบคนริมน้ำมาตั้งแต่เกิด เธอบอกว่าขับเรือเป็นตั้งแต่เด็ก จนเรียกได้ว่า “เรือคือส่วนหนึ่งของชีวิต” ส่วนชีวิตครอบครัว เธอเล่าว่า คุณพ่อทำงานขับรถส่งของ ส่วนคุณแม่ทำงานโรงงาน โดยเธอคุณป้าเป็นผู้เลี้ยงดู เพราะคุณพ่อคุณแม่ต้องทำงานตลอด

ขณะที่จุดเริ่มต้นบนเส้นทางครู เธอบอกว่าเป็นอาชีพในฝันมาตั้งแต่เด็ก โดยตอนเด็กเธอจะชอบเล่นบทบาทสมมติเป็นครูกับคุณป้าอยู่เสมอ จนเป็นคำมั่นสัญญาระหว่างเธอกับคุณป้าก่อนท่านจะเสียชีวิตว่า เธอจะเป็นครูให้ได้ และเธอก็ทำสำเร็จเมื่อเรียนจบครูสายภาษาไทยและการศึกษาพิเศษ และถึงแม้จะเป็นครูแล้ว เธอก็ยังขับเรือเป็นประจำ โดยเธอจะ คอยรับส่งนักเรียนตามบ้านด้วยเรือหางยาว จนกลายเป็นภาพชินตาของคนในชุมชน
“จับพวงมาลัยเรือมาตั้งแต่เด็ก จึงคุ้นเคยกับทางน้ำทุกคุ้งทุกโค้ง ส่วนที่มาขับเรือรับส่งลูกศิษย์ เพราะโรงเรียนและชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งมักมีน้ำท่วมขัง เราจึงใช้เรือเดินทางไปสอนหนังสือที่โรงเรียน ระหว่างทางก็แวะรับเด็ก ๆ จากบ้านบนเกาะทีละหลัง รอบละ 4–5 คน ซึ่งก็ช่วยแบ่งเบาค่าเรือและภาระครอบครัวของเด็กไปได้บ้าง เพราะต้องไปโรงเรียนอยู่แล้ว ทำไปทำมาก็กลายเป็นสายใยระหว่างเรากับเด็กและผู้ปกครองไปโดยไม่รู้ตัว”

ครูเตยพูดถึงที่มาของการเป็น “เรือจ้างตัวจริง” ซึ่งไม่ใช่เพียงคำเปรียบเปรยถึงคนทำอาชีพครู อย่างไรก็ตาม แต่แล้วช่วงหนึ่งก็เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิต ทำให้เธอผันตัวจากคุณครูมาเป็น “ครีเอเตอร์” เต็มตัว โดยเธอเล่าว่าตัดสินใจลาออกจากงานครูอัตราจ้าง เพื่อมุ่งทำคอนเทนต์วิดีโอนำเสนอวิถีชีวิตคนริมแม่น้ำเจ้าพระยา หซึ่งลังเผยแพร่คลิปได้ไม่นาน ก็มีผู้คนเข้ามากดถูกใจและชื่นชมไลฟ์สไตล์ที่เธอถ่ายทอด เธอจึงรู้สึกดีใจ เพราะไม่เพียงได้ทำสิ่งที่ชอบ แต่ยังพาคนนอกมาสัมผัสชีวิตคนริมน้ำ
“จริง ๆ คลิปที่เป็นไวรัลดัง ๆ จนทำให้มีคนรู้จักเรามากขึ้น น่าจะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนเป็นครู หลังมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น โดยตอนนั้นเราเกิดอุบัติเหตุพลัดตกจากเรือลงน้ำลงไปในกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก จนทำให้เรือเสียการทรงตัวจนพลัดตกลงไปในน้ำ โชคดีเราว่ายน้ำเป็นมาตั้งแต่เด็ก จึงปลอดภัยและไม่ได้เป็นอันตรายใด ๆ แต่เหตุการณ์นั้นกลายเป็นข่าวและเป็นไวรัลดังมากในโซเชียล ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นสื่อลงข่าวประมาณว่า ครูสาวตกน้ำอะไรประมาณนี้ ซึ่งมีคนเข้ามาดูจำนวนมาก”ครูเตยพูดถึงจุดที่ชื่อของเธอเริ่มกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนบนโซเชียล


วิถีบ้าน ๆ ประสาคนริมน้ำ ที่มีคนติดตามหลักล้าน
สำหรับที่มาของฉายา“ครูเตยเรือซิ่ง” นั้น เธอบอกว่าได้รับฉายานี้จากแฟนคลับที่ติดตามช่องของเธอ ปัจจุบันบนแพลตฟอร์ม TikTok มีผู้ติดตามกว่า 19 ล้านคน ส่วน Facebook มีผู้ติดตามราว 1 ล้านคน แฟนคลับตั้งฉายานี้ให้เพราะชื่นชอบทักษะการบัขับเรือหางยาวของเธอ ทำให้เธอมีรายได้จากหลายช่องทาง อาทิ งานรีวิวสินค้าและร้านอาหารริมน้ำ เป็นต้น
นอกจากจะเชี่ยวชาญการขับเรือหางยาวอย่างคล่องแคล่วแล้ว อีกกิจกรรมที่ทำให้ผู้ชมและแฟนคลับชื่นชอบไม่แพ้กันคือ “การงมน้ำจับกุ้ง” ครูเตยเล่าถึงงานอดิเรกนี้ว่า เวลาไปงมกุ้งจะไม่ลืมตาใต้น้ำ เพราะน้ำค่อนข้างขุ่น แต่จะหลับตาแล้วใช้มือคลำหาตัวกุ้งที่มักหลบซ่อนอยู่ โดยไม่สวมทั้งแว่นดำน้ำและถุงมือ ใช้เพียงมือเปล่าเพื่อรับรู้ผิวสัมผัสเมื่อจับถูกตัวกุ้ง
“ทำบ่อย ๆ ทำมาตั้งแต่เด็กจนคุ้นเคย รู้เลยว่าที่จับโดนเป็นกุ้งหรือไม่ อีกทั้งพอดำผุดำว่ายเรื่อย ๆ ก็เลยจำได้ว่าสภาพใต้น้ำตรงที่เรางมหากุ้งนั้นเป็นยังไง ตรงไหนมีกองไม้ ตรงไหนมีจุดที่ต้องระวังบ้าง”

เธอยังเล่าถึง “เทคนิคจับกุ้ง” ว่า จะสร้างแอ่งดักกุ้งด้วยการนำยางรถยนต์ไปวางใต้น้ำ เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของกุ้ง เมื่อถึงเวลาจับ สมาชิกในกลุ่มจะเข้าไปดักทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพราะธรรมชาติของกุ้งมักเคลื่อนตัวเป็นวงกลม พอจับได้หนึ่งตัวก็จะโผล่ขึ้นสู่ผิวน้ำ นำกุ้งไปใส่กะละมังบนเรือแล้วเปิดออกซิเจน เพื่อให้กุ้งยังมีชีวิตอยู่ กลุ่มของเธอเน้นขายกุ้งเป็น ไม่ขายกุ้งตาย เมื่อรวบรวมได้ตามจำนวนที่ต้องการจึงแพ็กส่ง ก่อนแพ็ก เธอจะถ่ายคลิปกุ้งที่ยังมีชีวิตให้ลูกค้าดู เพื่อยืนยันความสด จากนั้นจึงน็อกน้ำแข็งและจัดส่งทันที ครูเตยบอกว่ามีลูกค้าประจำรับกุ้งอยู่ทั่วประเทศ นับเป็นรายได้อีกทางหนึ่งจากกิจกรรมงมน้ำจับกุ้ง โดยครูเตยยังบอกอีกว่า การออกเรือไปงมกุ้งหรือจับปลานั้นทำงานกันเป็นทีม โดยมีสมาชิกกลุ่มกว่า 10 คน แต่ละครั้งที่ออกไปจับกุ้งจะได้เที่ยวละ 25–30 กก. ปริมาณที่จับได้ขึ้นอยู่กับสภาพน้ำในแต่ละวัน หากนับเฉพาะผลงานของครูเตยคนเดียว เธอบอกว่าเคยจับได้มากที่สุด 3 กก. ราคากุ้งแม่น้ำในขณะนี้เริ่มต้นที่กิโลกรัมละ 800 บาท โดยขึ้นอยู่กับขนาด เมื่อนำรายได้มาแบ่งกันจะได้เงินเฉลี่ยคนละ 1,000–2,000 บาท ต่อการออกไปจับกุ้งและปลา 1 เที่ยว

สมัยเป็นนักศึกษา
“ทีมวิถีชีวิต” ถามเธอว่า มีช่วงไหนบ้างไหมที่ไม่ได้ลงน้ำ ครูเตยบอกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นถูกหนามใต้น้ำตำเท้าจนเป็นแผล เมื่อไปพบแพทย์จึงได้รับคำสั่งให้งดลงน้ำสักระยะ เพราะเกรงว่าแผลจะติดเชื้อและเน่าจากการแช่น้ำ ทำให้ต้องพักลงน้ำ 3–4 วัน แม้จะหยุดเพียงไม่กี่วัน แต่กลับส่งผลต่อการดำน้ำอีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเมื่อร่างกายไม่ได้ปรับตัวอย่างต่อเนื่องเหมือนช่วงที่ลงน้ำทุกวัน เธอจึงต้องค่อย ๆ กลับมาฝึกใหม่
เธอบอกว่า ที่ผ่านมามีแฟนคลับจากทั่วประเทศแวะเวียนมาหาที่บ้านตลอด ซึ่งช่วงแรก ๆ เธอก็จะต้อนรับแฟนคลับที่มาด้วยกุ้งที่งมได้ด้วยการนำมาเผาให้กินแบบสด ๆ และทำน้ำจิ้มซีฟู้ดให้แฟนคลับกินกัน จนแฟนคลับเรียกร้องให้เธอเปิดร้านอาหาร ซึ่งเธอก็ได้ตอบกลับความหวังดีของแฟนคลับว่า ตอนนี้น่าจะยังไม่พร้อม แต่ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็น่าสนใจข้อเสนอนี้
“บางคนยอมขับรถมาไกล ๆ เพื่อมาหาเราถึงบ้าน เช่น เคยมีกลุ่มแฟนคลับจำนวน 8 คน ยอมขับรถจากเชียงใหม่มาหาเราก็มี ซึ่งเรารู้สึกดีใจมากที่คอนเทนต์ที่นำเสนอวิถีแบบบ้าน ๆ ของเรามีคนชอบขนาดนี้” เธอกล่าว

ในลุคคุณครู
ก่อนที่ “ทีมวิถีชีวิต” จะจบการสนทนากับเธอ หญิงสาววัย 28 ปี เจ้าของฉายา “ครูเตยเรือซิ่ง” ได้เล่าถึงความฝันของเธอในอนาคตว่าแม้จะประสบความสำเร็จจากการทำคอนเทนต์และขายกุ้งแม่น้ำ แต่เธอยังตั้งใจจะไปสอบบรรจุเพื่อกลับไปทำงานอาชีพครู เพราะเป็นอาชีพที่มั่นคงและเป็นฝันในวัยเด็กของเธอ ส่วนอีกความฝันหนึ่งที่อยากทำให้ได้เช่นกัน นั่นก็คือ ฝันอยากจะมีแบรนด์สินค้าตัวเอง เพื่อสร้างเป็นธุรกิจให้กับครอบครัวและพี่น้อง เพื่อให้ยังใช้ชีวิตเป็น “คนริมน้ำ” เช่นนี้ไปได้เรื่อย ๆ
“ที่ผ่านมามักมีคนถามเราตลอดว่า ไม่อยากย้ายไปใช้ชีวิตในเมืองบ้างหรือ เราก็บอกเขาไปว่า เราเติบโตมากับแม่น้ำ เรียกว่าเป็นลูกแม่น้ำก็ว่าได้ ดังนั้น การต้องใช้ชีวิตห่างจากสายน้ำจึงน่าจะไม่ใช่ตัวเราสักเท่าไร ครั้งหนึ่งเราต้องไปฝึกสอนและพักอยู่ที่โรงเรียนประจำ ทำให้ไม่มีโอกาสได้ลงน้ำ ตอนนั้นเราจึงรู้เลยว่าชีวิตห่างจากสายน้ำไม่ได้ และเมื่อใดที่ต้องห่างจากสายน้ำ ไม่ได้ดำน้ำ ว่ายน้ำ หรือขับเรือหางยาว…ตอนนั้นเหมือนชีวิตว่างเปล่า”

‘เฉียตายใต้ดงผักตบชวา’
“ทีมวิถีชีวิต” สอบถาม “ครูเตย–กุลณัฐ” ว่า เคยมีเหตุระทึกเกิดขึ้นบ้างไหม? จากการใช้ชีวิตและทำกิจกรรมอยู่กับสายน้ำมาโดยตลอด เธอพยักหน้าและเล่าว่า ครั้งหนึ่งขณะกำลังไลฟ์สดเพื่อให้ผู้ชมสัมผัสบรรยากาศจริง กระแสน้ำไหลเชี่ยวมากจนกล้องหลุดมือและลอยหายไปทันที เหตุการณ์นั้นทำให้ผู้ชมในไลฟ์ต่างลุ้นระทึก อีกครั้งหนึ่งเธอได้รับบาดเจ็บจากเบ็ดเกี่ยวใต้น้ำ เบ็ดดังกล่าวเกิดจากคนตกปลาหรือตกกุ้ง เมื่อเบ็ดติดตอไม้ใต้น้ำจึงตัดสายเอ็นทิ้งไว้ ทำให้ตัวเบ็ดพร้อมสายเอ็นจมค้างอยู่ พอเธอควานหากุ้ง เบ็ดก็เกี่ยวเสื้อผ้าจนติดอยู่ใต้น้ำและเกือบโผล่ขึ้นมาหายใจไม่ทัน แต่เหตุการณ์ที่ระทึกที่สุดคือตอน “ติดในดงผักตบชวา” โดยเธอเลาเหตุการณ์นั้นว่า “ตอนนั้นพอจะโผล่ขึ้นเหนือน้ำ ศีรษะกลับไปชนกอผักตบชวาจนขึ้นไม่ได้ ติดอยู่ใต้น้ำนานมากจนเกือบหมดอากาศ โชคดีที่ทีมงานคอยดูอยู่บนเรือตลอด เมื่อสังเกตว่าเราหายลงไปนานผิดปกติ จึงรีบตามลงมาช่วยดึงกอผักออก ทำให้เราขึ้นจากน้ำได้ วันนั้นถือว่าโชคดีมากที่มีทีมงานคอยดูแลกัน หลังเหตุการณ์นั้นจึงเตือนตัวเองว่า ตรงไหนมีผักตบชวาหนาแน่นต้องหลีกเลี่ยง เพราะไม่คุ้มที่จะเสี่ยงเลย”.
เชาวลี ชุมขำ : รายงาน



