บริษัทต่าง ๆ ที่เดิมพันว่า อุปกรณ์ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) จะนำไปสู่ยุคหลังสมาร์ตโฟน กระตุ้นให้เกิดความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวไปทั่วโลก ซึ่งอาจชะลอการยอมรับและใช้งานเทคโนโลยีเกิดใหม่นี้


กระแสต่อต้านอุปกรณ์ที่สามารถมองเห็น ได้ยิน และตอบสนองต่อโลกรอบตัว รุนแรงที่สุดต่อ “แว่นตาอัจฉริยะ” ของบริษัท เมตา ซึ่งกลายเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากศาลที่พิจารณคดีความเป็นส่วนตัว ผู้ใช้งานที่หวาดกลัวการแอบบันทึกภาพและเสียง และนักวิจารณ์ที่เตือนถึงอนาคตที่แว่นตาเอไอ อาจบั่นทอนความคาดหวังเรื่องการไม่เปิดเผยตัวตนและความยินยอม


จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารด้านเทคโนโลยี นักวิเคราะห์ และผู้สันทัดกรณีด้านกฎหมายเกือบ 12 คน พบว่าผู้ผลิตอุปกรณ์หลายรายทดลองรูปแบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพื่อก้าวข้ามข้อกังวลเหล่านั้น ตั้งแต่แว่นตาและเข็มกลัด ไปจนถึงจี้ห้อยคอและเครื่องบันทึกเสียงที่ติดกับโทรศัพท์มือถือด้วยแม่เหล็ก โดยบริษัทบางแห่งพบว่า ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาได้รับการตอบรับในภาคธุรกิจรวดเร็วกว่ากลุ่มผู้บริโภคทั่วไป


อนึ่ง ผลลัพธ์ของการถกเถียงเรื่องความเป็นส่วนตัว อาจกำหนดทิศทางของตลาดที่บริษัทเทคโนโลยีมองว่าเป็น “แพลตฟอร์มการประมวลผลหลักในอนาคต” ซึ่งหากบริษัทต่าง ๆ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนได้ ฟีเจอร์แบบเดียวกันที่ทำให้อุปกรณ์สวมใส่ที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอมีประโยชน์นั้น อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการยอมรับใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้


“รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จ คือรูปแบบที่ทำให้การโต้ตอบเป็นไปอย่างธรรมชาติ มีประโยชน์ และได้รับความไว้วางใจ” นายเจย์ คิม รองประธานบริหารแผนกโทรศัพท์มือถือของบริษัท ซัมซุง กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา พร้อมกับเสริมว่า เมื่อเอไอเข้ามาทำหน้าที่ต่าง ๆ มากขึ้น ผู้ใช้จะต้องการระบบที่ยังคงปลอดภัยและอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา


ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่า ความท้าทายสำคัญคือ อุปกรณ์เอไอจะมีประโยชน์มากขึ้น เมื่อมันรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น ทว่าข้อมูลเหล่านั้นอาจรวมถึงคลิปวิดีโอของบุคคลที่ไม่เคยให้ความยินยอมในการถูกบันทึกภาพ


“ผู้บริโภคมักไม่ตระหนักชัดเจนว่า พวกเขาแลกความเป็นส่วนตัวไปมากน้อยเพียงใด เพื่อใช้งานผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้ชีวิตของพวกเขามีประสิทธิผลและราบรื่นมากขึ้น” นายไรอัน คลาร์กสัน กล่าว ซึ่งบริษัทของเขาเป็นตัวแทนของผู้บริโภคที่ยื่นฟ้องเมตา และบริษัท ลักซอตติกา ออฟ อเมริกา เกี่ยวกับข้อกล่าวอ้างเรื่องความเป็นส่วนตัวที่สร้างความเข้าใจผิด เกี่ยวกับแว่นตาอัจฉริยะของบริษัท


คำฟ้องกล่าวหาว่า ผู้ใส่คำอธิบายประกอบข้อมูลที่เป็นมนุษย์ เข้าดูและติดป้ายกำกับบันทึกเหตุการณ์ที่ผู้คนเปลี่ยนเสื้อผ้า ใช้ห้องน้ำ และจัดการข้อมูลทางการเงิน หลังคลิปวิดีโอจากแว่นตาอัจฉริยะถูกอัปโหลดไปยังเซิร์ฟเวอร์ของเมตา เพื่อใช้ฝึกฝนระบบเอไอของบริษัท


อย่างไรก็ตาม เมตาระบุว่าไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหาในคดีความ และจะดำเนินการต่อสู้คดี พร้อมทั้งระบุเพิ่มเติมว่า การตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้งานเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ เป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไปในอุตสาหกรรม และเมตาคัดกรองข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนออกไปแล้ว


ทั้งนี้ นายจิเทศ อุบรานี ผู้อำนวยการบริษัทวิจัย “ไอดีซี” กล่าวว่า ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวที่เกิดจากอุปกรณ์เอไอ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ โดยชี้ให้เห็นว่า สมาร์ตโฟนก็เคยเผชิญกับความไม่สบายใจในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน เมื่อครั้งที่กล้องและไมโครโฟนเริ่มแพร่หลายในวงกว้างเป็นครั้งแรก.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS