“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามต่อเนื่องถึงสุขภาพใจที่ต้องติดตาม ณ ห้วงสถานการณ์น้ำกระจายหลายจังหวัด กับ ดร.นพ.วรตม์  โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกรมสุขภาพจิต โดยเฉพาะ“สัญญาณ”ที่ผู้ประสบภัยและคนใกล้ชิด“ควรสังเกต”

กาย-ใจ-ความคิด แสดงออกแบบไหน?

ทางร่างกาย อาจมีอาการปวด ปวดท้อง แน่นหน้าอก ใจสั่น อ่อนเพลีย หรือไม่มีเรี่ยวแรง  ส่วนทางอารมณ์ อาจมีอาการหงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียว เศร้า ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ รู้สึกหมดอาลัยตายอยาก สิ้นหวัง หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่

ด้านความคิด อาจพบการคิดวนเวียนหรือโทษตัวเอง เช่น คิดว่าหากวันนั้นยกของทันคงไม่เป็นเช่นนี้ สมาธิลดลง ไม่สามารถจับใจความ หรือตัดสินใจเรื่องง่าย ๆ  ขณะพฤติกรรม บางคนอาจแยกตัว ไม่ยอมพูดคุย ไม่ยอมรับประทานอาหาร หรือหันไปสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือใช้สารเสพติดมากขึ้น

ประโยค‘ต้องห้าม’ปลอบใจ

หลักการปฐมพยาบาลทางใจ หรือ 3 ส. ได้แก่  “สอดส่อง” มองหาว่ามีใครต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ รวมถึงสำรวจตัวเอง หากพบควรเข้าไปสอบถามและให้ความสนใจ

“ใส่ใจรับฟัง” เปิดพื้นที่ให้ผู้ประสบภัยได้ระบายความรู้สึกโดยไม่ตัดสิน ไม่ควรใช้คำพูดในลักษณะว่า “เดี๋ยวก็ผ่านไป” หรือ “โชคดีแค่ไหนแล้วที่ไม่เป็นอะไร ทรัพย์สินเสียหายไปแต่ตัวเองไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” เพราะอาจไม่ได้สะท้อนความเข้าใจต่อความสูญเสียที่

คำพูดที่เหมาะสมกว่าคือ การยอมรับความรู้สึก เช่น “มันหนักเนอะ” “มันเหนื่อยเนอะ” “อยากให้ช่วยตรงไหนบอกได้นะ” หรือ “เป็นกำลังใจให้นะ” เพราะในช่วงเวลาที่เผชิญความลำบาก สิ่งที่ต้องการอาจเป็นเพียงพื้นที่ให้ได้พูดและมีคนรับฟัง

สุดท้าย “ส่งต่อเชื่อมโยง”หากพบใครที่ต้องการความช่วยเหลือ ควรส่งบุคลากรทางการแพทย์ และเชื่อมโยงผู้ประสบภัยไปยังปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น เช่น น้ำ อาหาร และความปลอดภัย รวมถึงหน่วยงานหรือศูนย์ช่วยเหลือเกี่ยวข้อง

พร้อมแนะบทบาทสื่อและการรับข้อมูลข่าวสารช่วงวิกฤต ซึ่งปัจจุบันสื่อมาพร้อมกับอารมณ์ ทั้งความหงุดหงิด ความเครียด และความกลัว การหยุดไถหน้าจอซ้ำ ๆ หรือหยุดดูภาพน้ำท่วมซ้ำ ๆ จะช่วยให้สมองได้พัก

‘หัวหน้าครอบครัว’ก็เปราะบาง

ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือยาต่อเนื่อง เป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญ ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย อาจรู้สึกเป็นภาระจนถึงขั้นพูดว่าให้ทิ้งตัวเองไว้ที่เดิม จำเป็นต้องเข้าใจความรู้สึกอย่าเพียงตีความว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือ แต่อาจรู้สึกเป็นภาระครอบครัว

เด็กเล็ก-เยาวชน อาจยังไม่เข้าใจสถานการณ์หรือภัยธรรมชาติเพียงพอ มองน้ำท่วมเป็นเรื่องสนุกและลงไปเล่น ไม่ตระหนักอันตราย และเมื่อสูญเสียเช่น คนที่รัก เด็กอาจเริ่มรับรู้ถึงความรุนแรงของเหตุการณ์แต่ยังสื่อสารความรู้ไม่ดี จึงแสดงออกผ่านพฤติกรรมถดถอย หรือเกิดปัญหาสุขภาพจิตตามมา

พร้อมย้ำกลุ่มเปราะบางไม่ควรจำกัดเพียงผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ป่วย  แต่ยังรวมถึง“หัวหน้าครอบครัว” เพราะต้องรับภาระหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความเสียหายบ้าน ทรัพย์สิน การดูแลผู้สูงอายุ การดูแลลูกหลาน รวมถึงการหาเงินมารับมือกับความเสียหาย โดยเฉพาะกลุ่มต้องดูแลทั้งพ่อแม่และลูกหลาน หรือที่เรียกว่า Sandwich Generation

ดร.นพ.วรตม์ ยังขอให้ผู้ประสบภัยเตือนตัวเองว่าแม้บ้านและทรัพย์สินจะมีค่า แต่ตัวคนก็มีคุณค่าเช่นกัน ตราบที่มีชีวิตอยู่ หากมีใจและมีแรงเพียงพอ สิ่งต่าง ๆ สามารถค่อย ๆ สร้างกลับมาใหม่ได้ โดยแนะนำว่าผู้ประสบภัยไม่จำเป็นต้องนำภาระอีก 3 เดือน หรือ 1 ปีข้างหน้ามาแบกไว้พร้อมกัน แต่ให้มองสถานการณ์แบบวันต่อวัน หรือก้าวต่อก้าว

“เริ่มจากการพาตัวเองผ่านวันนี้ไปให้ได้ก่อน ทำสิ่งที่สามารถควบคุมได้ในแต่ละวัน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ดีที่สุดในวันปัจจุบัน ส่วนปัญหาในอนาคต เมื่อถึงเวลานั้นจึงค่อยเผชิญหน้ากับมัน”

ถ่ายทอดประสบการณ์ตรง

ดร.นพ.วรตม์ เผยตนเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัย บ้านพักและทรัพย์สินเสียหาย ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งความเสียใจเลี่ยงไม่ได้แม้ร่ำเรียนและทำงานด้านสุขภาพจิตมานาน สิ่งที่แตกต่างจากการมีความรู้ด้านสุขภาพจิตคือการมีสติ เมื่อรู้ว่าไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วได้ ต้องค่อย ๆ จัดการความรู้สึก หันกลับมาโฟกัสสิ่งที่ทำได้ในแต่ละวัน เพราะหากปล่อยให้ความเศร้ากัดกินใจ จะเท่ากับเรากำลังเสียเพิ่มเรื่อย ๆ จากสิ่งที่เราเสียไปแล้ว

พร้อมเตือนไม่ควรคิดว่าคนที่ดูเข้มแข็งไม่จำเป็นต้องได้รับกำลังใจ เพราะคนที่แสดงออกเช่นนั้นอาจกำลังพยายามทำเพื่อคนรอบข้าง

“เขาอาจแสดงว่าเข้มแข็ง เพราะต้องการให้รอบข้างเข้มแข็งก็ได้ บางทีเขาอาจจะเป็นคนที่ต้องการที่สุด การเดินไปให้กำลังใจใครสักคน ของฟรีครับ  ไม่ได้เสียอะไรไปเลย  ได้โปรดว่าในสถานการณ์แบบนี้ ทุกคนต้องการกำลังใจจากกันและกัน”

ท้ายนี้ ดร.นพ.วรตม์ มองวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ไม่เพียงทำให้ประชาชนต้องรับมือความเสียหายทางกายภาพ แต่เป็นสถานการณ์ที่ทุกคนต้องดูแลสภาพจิตใจตัวเองและคนรอบข้างไปพร้อมกัน การยอมรับว่าความเสียใจ ความกลัว ความโกรธ หรือความอ่อนแอ เกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ที่“ผิดปกติ”

ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนอ่อนแอ และการให้กำลังใจกันในช่วงเวลาที่แต่ละคนกำลังเผชิญความสูญเสีย อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ประสบภัยค่อย ๆ เดินผ่านสถานการณ์ตรงหน้าไปได้ทีละวัน.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน