อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 20 กันยายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 20 กันยายน 2561

อนาคตของผู้สูงอายุไทย ‘ลำบาก’

ประเทศไทยในวันนี้กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “สังคมสูงวัย” หรือในภาษาอังกฤษคือ “Ageing Society” ซึ่งหมายถึงสังคมที่มีจำนวนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เกินกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ จันทร์ที่ 14 เมษายน 2557 เวลา 08.36 น.

 ประเทศไทยในวันนี้กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “สังคมสูงวัย” หรือในภาษาอังกฤษคือ “Ageing Society” ซึ่งหมายถึงสังคมที่มีจำนวนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เกินกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ โดยจากผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2554 พบว่า ในปีดังกล่าวประเทศไทยมีผู้สูงอายุเป็นจำนวนถึง 8,266,304 คน คิดเป็นร้อยละ 12.2 เพิ่มขึ้นจาก 7,020.959 คน ในปี 2550 และจะเพิ่มอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งจากการคาดการณ์ของสหประชาชาติ จำนวนผู้สูงอายุของประเทศไทยจะมีจำนวนมากกว่า 10 ล้านคน (ประมาณร้อยละ 16) ในปี 2558 และจะมีจำนวนมากกว่า 15 ล้านคน (ประมาณร้อยละ 23) ในปี 2568  

 

จะเห็นว่าสถานการณ์ถือว่าน่าเป็นห่วงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อหันไปมองสัดส่วนประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) ของประเทศที่กำลังลดลง โดยจะมีสัดส่วนลดลงจากร้อยละ 67.4 ในปี 2554 เหลือร้อยละ 66.8 ในปี 2558 และร้อยละ 62.4 ในปี 2568  การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า “อนาคตของผู้สูงอายุจะเป็นอย่างไร” 

 

เมื่อพูดถึงอนาคตของผู้สูงอายุไทย จำใจต้องตอบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความเสี่ยงที่จะต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งเกิดจากการที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ของประเทศไทยไม่มีการเตรียมความพร้อมสำหรับวัยเกษียณ ทำให้ไม่มีความมั่นคงทางการเงินเพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งพบว่าปัญหาใหญ่ของผู้สูงอายุไทยคือ การไม่มีเงินออม โดยมีผู้สูงอายุเพียงร้อยละ 34.6 เท่านั้นที่มีเงินออม (ไม่มีเงินออมถึงร้อยละ 65.4) โดยร้อยละ 34 ของผู้ที่มีเงินออมนี้มีเงินออมไม่ถึง 100,000 บาท ซึ่งถือว่าน้อยมาก สำหรับการที่จะอาศัยเงินออมเป็นแหล่งรายได้ในการดำรงชีวิต รวมทั้งใช้เป็นเงินทุนในยามฉุกเฉิน 

 

โดยได้พบว่ามีผู้สูงอายุเพียงร้อยละ 6 ที่สามารถอาศัยเงินบำเหน็จบำนาญเป็นรายได้หลัก และมีเพียงร้อยละ 2.6 ที่สามารถอาศัยดอกเบี้ยเป็นรายได้หลัก สองกลุ่มนี้ถือได้ว่าเป็นผู้สูงอายุที่มีการเตรียมพร้อมสำหรับวัยเกษียณ ซึ่งน่าจะมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าผู้สูงอายุกลุ่มอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ก็เห็นได้ว่าผู้สูงอายุกลุ่มนี้มีจำนวนน้อยมาก คือไม่ถึงร้อยละ 10 ของผู้สูงอายุทั้งหมด 

 

จากปัญหาการไม่มีเงินออมหรือไม่เงินออมน้อย ทำให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 40.1 ต้องพึ่งพิงและอาศัยเงินจากลูกเป็นรายได้หลัก แต่ปัญหาคือรายได้จากลูกนี้เป็นแหล่งรายได้ที่ไม่ยั่งยืนในสังคมสูงวัยของประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันคนวัยแรงงานของประเทศไทยมีสัดส่วนน้อยลงเรื่อย ๆ จากภาวะการเกิดที่ลดต่ำลง ตรงกันข้ามกับผู้สูงอายุที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้คนวัยแรงงานมีภาระหนักขึ้นในการดูแลผู้สูงอายุ  

 

พูดง่าย ๆ ก็คือ คนสมัยก่อนมีลูกมาก เมื่อแก่ตัวลง ลูก ๆ หลายคนก็สามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ได้อย่างไม่ลำบาก อีกทั้งคนสมัยก่อนก็มีอายุไม่ยืนยาวมากนัก การเลี้ยงดูพ่อแม่จึงไม่เป็นภาระที่หนักหนาและยาวนานเท่าใดนัก แต่ในปัจจุบัน คนสมัยนี้มีลูกน้อย อีกทั้งผู้สูงอายุก็มีอายุยืนยาวมากขึ้นเรื่อย ๆ ย่อมเป็นเรื่องยากที่ลูกจะสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ได้เป็นอย่างดีดังเช่นสมัยก่อน  จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในปี 2554 คนวัยแรงงาน 5.5 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน แต่ตัวเลขนี้จะลดลงเหลือคนวัยแรงงาน 4.2 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ในปี 2558 และลดลงเหลือคนวัยแรงงาน 2.7 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ในปี 2568 เพียงแค่นี้ก็เห็นแล้วว่าเป็นไปได้ยากที่เงินเลี้ยงดูจากลูกจะเพียงพอสำหรับการเลี้ยงดูผู้สูงอายุซึ่งมีอายุยืนยาวขึ้นเรื่อยๆ ได้ในระยะยาว 

 

ผู้สูงอายุอีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อวัยเกษียณและไม่ได้มีลูกให้การเลี้ยงดู ก็ต้องทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ โดยพบว่ามีผู้สูงอายุที่ยังคงต้องทำงานสูงถึงร้อยละ 38.3 และมีร้อยละ 35.1 ที่อาศัยรายได้จากการทำงานเป็นรายได้หลักในการดำรงชีวิต  ทั้งนี้ยังพบว่าเกือบร้อยละ 80 ของผู้สูงอายุที่ยังทำงาน ทั้งงานในภาคเกษตรกรรมและประมง รวมทั้งเป็นพนักงานในร้านค้าหรือตลาดซึ่งไม่ได้มีรายได้สูง ดังนั้น ก็อาจกล่าวได้ว่ารายได้จากการทำงานนี้ก็ไม่น่าจะมากพอที่จะทำให้ผู้สูงอายุมีความกินดีอยู่ดีได้  อีกทั้งรายได้จากการทำงานนี้ย่อมมีแนวโน้มลดลงเมื่ออายุมากขึ้น จึงอาจกล่าวได้ว่ารายได้จากการทำงานนี้ก็ไม่มีความยั่งยืนเช่นกัน อีกหนึ่งประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ มีผู้สูงอายุร้อยละ 11.4 ที่อาศัยเบี้ยยังชีพจากภาครัฐเป็นรายได้หลัก ซึ่งทราบกันดีว่าเบี้ยยังชีพนี้มีจำนวนไม่กี่ร้อยบาท จึงเป็นไปได้ยากที่ผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะมีความเป็นอยู่ที่ดีได้  

 

จากการที่ผู้สูงอายุไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อวัยเกษียณตามที่กล่าวมา ทำให้ผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ประสบปัญหาจากการมีรายได้ต่ำ ซึ่งจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าผู้สูงอายุร้อยละ 33.2  มีรายได้เฉลี่ยไม่ถึง 20,000 บาทต่อปี (ประมาณ 1,667 บาทต่อเดือน) และอีกร้อยละ 24.8 มีรายได้อยู่ระหว่าง 20,000 บาท แต่ไม่ถึง 40,000 บาท (ประมาณ 3,333 บาทต่อเดือน) จะเห็นว่าผู้อายุเกือบร้อยละ 60 มีรายได้ต่ำมาก และย่อมทำให้มีข้อจำกัดในการบริโภคและการดำรงชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  

 

“ที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาด้านความมั่น คงทางการเงิน ส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของตัวผู้สูงอายุเอง และย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาหลัก ๆ ก็คือการที่ภาครัฐต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลผู้สูงอายุในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งในรูปของเบี้ยยังชีพ สวัสดิการด้านสาธารณสุข รวมไปถึงส่วนลดสำหรับบริการสาธารณะอื่น ๆ ทำให้งบประมาณของภาครัฐที่ควรถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในทางอื่นมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น” 

 

นอกจากนี้การที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีปัญหาด้านความมั่นคงทางการเงิน ย่อมทำให้ผู้สูงอายุกลุ่มนี้มีการบริโภคน้อย ทำให้มีอุปสงค์มวลรวมลดลง และส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในท้ายที่สุด โดยปัญหานี้มีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นเมื่อประเทศไทยมีผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต ทั้งนี้ สังคมสูงวัยที่พูดถึงยังจะส่งผลกระทบอีกหลายประการต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ซึ่งขอไม่กล่าวถึง เนื่องจากต้องการเน้นที่ผลกระทบต่อตัวผู้สูงอายุเป็นหลัก 

 

ว่าด้วยวิธีแก้ปัญหา จะขอแยกเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการแก้ปัญหาระยะยาว ในกรณีของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ภาครัฐจำเป็นต้องจัดสรรสวัสดิการต่าง ๆ สำหรับผู้สูงอายุต่อไป เนื่องจากผู้สูงอายุในปัจจุบันส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำ รวมทั้งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ที่ให้การเลี้ยงดูพ่อแม่ต่อไป แต่ควรเสริมด้วยการสร้างงานที่มีคุณค่า (Decent Work) สำหรับผู้สูงอายุที่ยังต้องการทำงาน โดยเป็นงานที่เน้นใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ของผู้สูงอายุ และเน้นการรวมกลุ่มภายในชุมชน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงงานที่เน้นใช้แรงงานซึ่งไม่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ ทั้งนี้รายได้จากงานที่กล่าวมามีแนวโน้มที่จะลดลงช้ากว่ารายได้จากงานที่เน้นใช้แรงงานซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่กำลังทำอยู่ ด้วยนโยบายดังกล่าว ก็น่าจะทำให้ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งในปัจจุบันมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไป และลดภาระสำหรับภาครัฐได้ระดับหนึ่ง 

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว ภาครัฐคงต้องหันมามองที่กลุ่มคนวัยแรงงานเป็นหลัก โดยสิ่งที่ต้องทำก็คือ หาหน ทางในการกระตุ้นให้คนกลุ่มนี้มีการออมและการลงทุนให้มากที่สุดในช่วงเวลาทำงาน หากคนวัยแรงงานมีการออมและการลงทุนมากพอในช่วงเวลาทำงาน เมื่อเกษียณอายุการทำงาน คนกลุ่มนี้ก็จะมีเงินทุนมากพอที่จะเลี้ยงชีพได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้สามารถใช้จ่ายเพื่อการบริโภคได้ตามที่ต้องการ ผลดีก็จะตกอยู่กับประเทศในภาพรวม เนื่องจากภาครัฐก็สามารถจัดสรรงบประมาณไปพัฒนาด้านอื่นได้มากขึ้น ในขณะที่อุปสงค์มวลรวมของประเทศก็จะมีการเติบโต ทำให้ประเทศมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปได้แม้ว่าจำนวนผู้สูงอายุจะมากขึ้นสวนทางกับคนวัยแรงงานที่จะน้อยลงก็ตาม 

   

คำถามคือ แล้วจะกระตุ้นให้คนวัยแรงงานมีการออมและการลงทุนได้อย่างไร คำตอบก็คือ ภาครัฐต้องจริงจังในการตั้งระบบบำนาญแห่งชาติภาคบังคับซึ่งครอบคลุมคนทั้งประเทศให้เร็วที่สุด โดยระบบบำนาญดังกล่าวต้องเป็นแบบที่คนวัยแรงงานมีการจ่ายเงินสะสมเข้าระบบ และมีการจ่ายเงินสมทบโดยนายจ้างและ/หรือภาครัฐ โดยมีภาครัฐเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการ ตลอดจนการสร้างความตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการเตรียมการเพื่อการเกษียณให้แก่คนวัยแรงงาน  

 

ซึ่งแท้จริงประเทศไทยก็มีระบบบำนาญลักษณะนี้อยู่แล้ว นั่นคือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. สำหรับข้าราชการ และกองทุนประกันสังคมสำหรับลูกจ้างในสถานประกอบการ แต่ปัญหาของระบบบำนาญทั้งสองก็คือ การที่ครอบคลุมแรงงานรวมกันเพียง 10.79 ล้านคน โดยเป็นสมาชิก กบข. จำนวน 1.19 ล้านคน  สมาชิกกองทุนประกันสังคมภาคบังคับตามมาตรา 33 จำนวน 9.60 ล้านคน (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2556) โดยคิดเป็นเพียงร้อยละ 27.57 ของจำนวนกำลังแรงงานของประเทศในไตรมาสที่ 1 ปี 2556 ซึ่งมีจำนวนถึง 39.13 ล้านคน  จึงถือได้ว่าระบบบำนาญทั้งสองยังไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นการออมของคนวัยแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงนั่นเอง 

 

สุดท้ายนี้ จะเห็นได้ว่าอนาคตของผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันถือว่ายังไม่สดใส ทำให้อนาคตของประเทศไทยไม่สดใสตามไปด้วย ซึ่งคงต้องเป็นหน้าที่ของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาต่อไป ในขณะที่คนวัยแรงงานเองก็ต้องรู้ตัวและเตรียมความพร้อมเพื่อวัยเกษียณของตนเอง. 

ผศ.ดร.ศุภเจตน์ จันทร์สาส์น



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 0