อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2561

ทัศนะอุจาดกับสวนสาธารณะ ตึกสูง...ชักเข้าชักออก

ในบ้านเมืองของเรานั้นหากมีสิ่งปลูกสร้างที่แลดูไม่สวยงามขัดลูกหูลูกตา หรือไม่เจริญหูเจริญตาก็ถือเป็นทัศนะอุจาด จันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2558 เวลา 00.12 น.

ทัศนะอุจาดเป็นยังไงเอ่ย อะแฮ่มอันนี้ไม่ใช่เรื่องลามกจกเปรตนะครับและที่ตรงข้ามกันคนเรามักอยากเห็นอะไรเขียว ๆ สบาย ๆ ตา เช่น สวนสาธารณะแต่เราจำเป็นต้องสร้างกันมากน้อยเพียงใดอย่าให้กลายเป็นเรื่องตะบี้ตะบันสร้างกันโดยไร้หลักการวันนี้เรามาคุยเรื่องนี้กันนะครับ

ยังไงคือทัศนะอุจาด

ในบ้านเมืองของเรานั้นหากมีสิ่งปลูกสร้างที่แลดูไม่สวยงามขัดลูกหูลูกตา หรือไม่เจริญหูเจริญตาก็ถือเป็นทัศนะอุจาด หรือมลทัศน์ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Eyesore หรือ VisualPollution นั่นเองบางคนบอกว่าการสร้างรถไฟฟ้า 2-3 ชั้นอยู่ที่แยกปทุมวัน ถือเป็นทัศนอุจาดแต่หากไม่มีการก่อสร้างในทำนองนี้ในขณะที่เรามีความจำเป็นต้องสร้างรถไฟฟ้าเราก็อาจต้องสร้างลงใต้ดินซึ่งคงเสียค่าใช้จ่ายสูงมากและไม่แน่ใจว่าจะคุ้มหรือไม่กรณีนี้คงต้องศึกษากันให้ชัดเจนแต่เอาเป็นว่าทุกวันนี้เราก็อยู่กันได้โดยไม่ “หนักหัวใคร” หรือไม่

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คืออาคารแฝด “รัตนโกสินทร์วิวแมนชั่น” เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าฝั่งธนบุรี อาคารนี้สูง 128.35 เมตร 34 ชั้นสร้างเสร็จในปี 2536 (https://goo.gl/HwLcZc) เคยมีข้อถกเถียงกันว่า อาคารนี้สร้างใกล้กับวังหลวงมากเกินไปจนมีข่าวว่าจะมีการเวนคืนเพื่อทุบให้ย่อส่วนลง (อนุมัติงบฯ 2 พันล้านรื้อตึก “รัตนโกสินทร์วิวแมนชั่น” https://goo.gl/cZS5MS) จะได้ไม่เป็น “ทัศนะอุจาด”ท่านผู้อ่านคิดว่านี่เป็นทัศนะอุจาดหรือไม่แต่ที่สำคัญอาคารนี้มีอายุ 22 ปีเข้าไปแล้วขณะนี้มีราคาขายเฉลี่ยราว 60,000 บาทต่อตารางเมตร

รอบวังรอบสถานที่สำคัญต้องระวัง

ในที่นี้คงไม่อาจบอกได้ชัดคงต้องแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคนและคงต้องพิจารณาให้รอบด้านผมเองจะเขียนชี้นำก็คงไม่ได้แต่รอบ ๆ วังหลวงหรือสถานที่สำคัญก็อาจไม่สมควรสร้างสูงจนเกินไปนักแต่ถ้าดูจากตัวอาคารรัตนโกสินทร์วิวแมนชั่นก็ถือว่าไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้กับวังหลวงนักผมไปที่กรุงโตเกียวบริเวณสถานีรถไฟโตเกียวใกล้กับพระราชวังขององค์จักรพรรดิก็ยังมีอาคารสูงใหญ่มากมาย

แต่บางบริเวณก็แทบจะ ’ไร้เหตุผลสิ้นดี“ เช่น รอบ ๆ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยห้วยขวาง ก็ไม่ได้เป็นอาคารสวยสะอะไรเลยไม่ได้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์กลับห้ามสร้างตึกสูงโดยรอบทางเจ้าหน้าที่ผังเมืองอ้างว่าเผื่อการจราจรโดยรอบซึ่งก็คงไม่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอหรือรอบ ๆ สวนหลวง ร.9 แทนที่จะให้สร้างสูงแบบเดียวกับรอบ ๆ สวนเซ็นทรัลพาร์ค นครนิวยอร์ก กลับให้ห้ามโน่นนี่หยุมหยิมมาหลายสิบปีนี่เพิ่งจะผ่อนคลายกฎลงไปบ้าง

เมืองนอกก็มีห้าม

ในกรุงวอชิงตันดีซีมีข้อบังคับให้อาคารสมัยใหม่ต่าง ๆ มีความสูงราว ๆ 50 เมตรความตั้งใจแต่เดิมก็คือไม่ต้องการให้อาคารใด ๆ บดบังทัศนียภาพของโบราณสถานหรือสถานที่สำคัญของชาติเหล่านี้ (https://goo.gl/BWsSD4) กรณีนี้คงพอเข้าใจได้เพราะ กรุงวอชิงตันดีซีมีพื้นที่เพียง 159 ตารางกิโลเมตรหรือมีขนาดใหญ่กว่าเขตลาดกระบังเล็กน้อยดังนั้นในพื้นที่นี้อาจมีการจำกัดความสูงแต่ในนครอื่น ๆ โดยรอบกรุงวอชิงตันก็สามารถก่อสร้างสูงได้ผิดกับกรณีกรุงเทพมหานครที่แทบทุกพื้นที่ตามร่างผังเมืองใหม่ห้ามการก่อสร้างอาคารสูง

แม้ อาคารส่วนใหญ่ใจกลางกรุงปารีสจะสูงเพียง 37 เมตรตามข้อกำหนด แต่หากพิจารณาจากพื้นที่ก่อสร้างยังมีความหนาแน่นกว่ากรุงเทพมหานครมากการที่กรุงปารีสมีการดูแลเรื่องความสูงมากเพราะมีสถานที่สำคัญมากมายแต่กรุงเทพมหานครมีจำกัดกว่าการเลียนแบบการจำกัดความสูงจึงควรได้รับการทบทวนยิ่งกว่านั้นขณะนี้ในกรุงปารีสกำลังจะมีการพิจารณาอนุญาตให้ขึ้นตึกสูงให้มากขึ้นเพื่อสนองความต้องการด้านที่อยู่อาศัยและการพาณิชย์ปารีสมีขนาดเพียง 105 ตารางกิโลเมตรมีประชากร 2.2 ล้านคน หรือประมาณ 22,000 คนต่อตารางกิโลเมตรแสดงว่าเขาเน้นการอยู่แบบหนาแน่นไม่ต้องมีระยะร่นมากมายนอกเขตกรุงปารีสก็ไม่ได้จำกัดความสูง

ในกรุงมะนิลาที่ผมเพิ่งไปทำวิจัยเมื่อเดือนที่แล้วก็มีข่าวว่านายกเทศมนตรีเอสตราดา (ผู้เคยเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่ถูกศาลตัดสินว่าโกงและติดคุกอยู่หลายปี) กำลังทะเลาะและกล่าวหาว่าอดีตนายกเทศมนตรีเขตมะนิลาอนุญาตให้สร้างอาคารชุดขนาดใหญ่บังวิวอนุสาวรีย์วีรบุรุษชาติอย่างไรก็ตามนี่คงเป็นในแง่การเมืองเพราะอาคารดังกล่าวก็ตั้งอยู่ห่างพอสมควรไม่ได้บดบังรัศมีแต่อย่างใด

รอบศูนย์สิริกิติ์ (เคย) ห้ามสร้างสูง

เป็นเรื่องน่าแปลกเป็นอย่างยิ่งที่รอบ ๆ บึงยาสูบ ที่มีอาคารสูงใหญ่โดยรอบกลับห้ามสร้างตึกสูงในปี 2547 เป็นต้นมา ทั้งที่การสร้างตึกสูงโดยรอบก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรกับพื้นที่นั้นเลยผังเมืองอ้างว่าพอดีบริเวณรอบบึงยาสูงได้จัดทำเป็นสวนเบญจกิติจึงอยากให้ไม่บดบังทัศนียภาพโดยรอบกลายเป็นว่าอาคารเหล่านี้เป็นดั่งทัศนะอุจาดไปเสียอีกผมว่าเรื่องนี้เป็นการจำกัดสิทธิอย่างร้ายกาจที่สุดเพราะรอบ ๆ ศูนย์สิริกิติ์ก็มีอาคารสูงขึ้นอยู่เต็มไปหมดใครมาทีหลังกลับเสียสิทธิอย่างนี้สมควรจ่ายค่าชดเชยให้มากกว่า

อันที่จริงบริษัทที่บริหารศูนย์สิริกิติ์ได้ทำสัญญาตั้งแต่ 9 เมษายน 2539 ว่าจะสร้างโรงแรมมาตรฐานระดับสี่ถึงห้าดาวมีจำนวนห้องพักไม่ต่ำกว่า 400 ห้อง ที่จอดรถยนต์ไม่น้อยกว่า 3,000 คัน และพื้นที่ซึ่งใช้เพื่อการพาณิชย์ไม่น้อยกว่า 28,000 ตารางเมตร รวมมูลค่าในการก่อสร้างไม่ต่ำกว่า 2,732,721,000 บาทแต่บริษัทก็ไม่ได้ดำเนินการ ซึ่งคงเป็นเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจวิกฤติในปี 2540

ต่อมาเมื่อเดือนกันยายน 2544 คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้พิจารณาปัญหาดังกล่าวว่าการที่บริษัทที่บริหารอยู่นั้นขอยกเลิกการก่อสร้างโรงแรมและปรับเปลี่ยนเป็นการก่อสร้างอาคารสถานที่จอดรถยนต์ พื้นที่พาณิชย์และปรับปรุงขยายศูนย์การประชุมฯ ในมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่ามูลค่าโครงการตามสัญญาการบริหารฯ เดิม(2,732,721,000 บาท)แทนนั้นเห็นว่า เป็นการขอแก้ไขสัญญาการบริหารฯ เดิมซึ่งบริษัทคู่สัญญาสามารถที่จะเสนอขอแก้ไขสัญญาต่อกระทรวงการคลังได้ (https://goo.gl/K3lW0k)

อย่างไรก็ตามเมื่อมีข้อกำหนดห้ามก่อสร้างอาคารสูงรอบสวนเบญจกิติเมื่อปี 2547 ก็เท่ากับ “ฝังกลบ” การที่บริษัทบริหารศูนย์สิริกิติ์ไม่ต้องทำตามสัญญาเดิมไว้อีกต่อไปเพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้สร้างสูงแล้ว (สบายตัวไปเลย)

จู่ ๆ ก็อนุญาตให้สร้างสูงอีกแล้ว

คล้อยหลังมาอีก 10 ปีก็มีการอนุญาตให้สร้างตึกสูงรอบสวนเบญจกิติได้แล้วนัยว่าที่ดินแปลงโรงเรียนเตรียมทหารขนาด 88 ไร่ที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้เช่ากับภาคเอกชนไปนั้นติดปัญหาเรื่องความสูงคือสร้างสูงไม่ได้ตามข้อกำหนดปี 2547 ดังนั้นจึงมีการ “ปลดล็อก” ให้สามารถสร้างสูงได้ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงสามารถประมูลไปได้สำเร็จในที่สุด

ตามข่าวกล่าวว่า “ยกเลิกการคุมความสูงบริเวณโดยรอบสวนเบญจกิติ ทำให้ที่ดินโรงเรียนเตรียมทหารเดิมได้รับประโยชน์ด้วย โดยให้สามารถสร้างอาคารได้ไม่จำกัดความสูงจากเดิมให้สร้างได้ไม่เกิน 45 เมตรหรือสูงประมาณ 15 ชั้น...แต่บริเวณที่ 1 บริเวณโรงงานยาสูบและศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ยังคงเดิมสร้างอาคารสูงได้ไม่เกิน 23 เมตร เพราะบริเวณนี้ในอนาคตจะก่อสร้างสวนเบญจกิติเฟสที่ 2” (https://goo.gl/vTTkXH) นี่เท่ากับว่าผู้บริหารศูนย์สิริกิติ์ก็ยังไม่สามารถสร้างโรงแรมสูง ๆ ตามแผนเดิมได้อีกต่อไปและเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อนายทุน

เตรียมทหารไม่เอาไปทำสวนหรือ

เป็นเรื่องน่าคิดต่อเนื่องเหมือนกันว่าในขณะที่ในระยะที่ผ่านมามีพวกเคลื่อนไหวเรียกร้องจะเอาที่ดินรถไฟมักกะสันซึ่งเป็นของประชาชนทั้งประเทศไปทำสวนสาธารณะ ทำไมจึงไม่เคยคิดเรียกร้องให้เอาที่ดินโรงเรียนเตรียมทหารมาทำสวนสาธารณะระยะที่ 2 ต่อจากสวนลุมพินีเล่ากลับพากันเงียบกริบให้นายทุนเช่าไปแบบ 30 ปีต่ออีก 30 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีกำหนดในกฎหมายเสียอีกสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ไม่ได้แบกหนี้ท่วมหัวแบบการรถไฟแห่งประเทศไทยที่จำเป็นต้องเอาเงินมาล้างขาดทุนพัฒนาบริการเพื่อประชาชนทั้งประเทศเลย

ที่ดินแปลงโรงเรียนเตรียมทหารนี้กลุ่มเจ้าสัวเจริญมีแผนจะผุดทั้งโรงแรมที่พักอาศัย สำนักงานให้เช่าศูนย์การค้าและคอมเพล็กซ์ศูนย์ศึกษา และศูนย์สุขภาพมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทเพื่อให้เป็น “แลนด์มาร์คใหม่” ของคนกรุงด้วยซ้ำไป ยิ่งกว่านั้นยังมีที่ดินนับร้อยไร่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ถนนบรรทัดทองซึ่งอยู่ใจกลางเมืองทีอย่างนี้ไม่เรียกร้องให้เอาไปทำสวนสาธารณะในขณะที่เราจะเอาที่มักกะสัน 497 ไร่ของการรถไฟฯ ไปทำสวนสาธารณะ ในขณะที่กรุงเทพมหานครยังอาจพร้อมที่จะงัดข้อบัญญัติ กทม. อันเข้มงวดเรื่องการห้ามสร้างอาคารสูงมาใช้ในพื้นที่แห่งนี้เพื่อบีบให้คลังและรถไฟไม่มีทางเลี่ยงอื่น นอกจากต้องสร้างสวนสาธารณะมักกะสันให้จงได้หรือไม่

เรื่องสลับซับซ้อนแบบนี้ต้องช่วยกันคิดให้ถ่องแท้ครับผม.

ดร.โสภณ พรโชคชัย



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 714