อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 23 มิถุนายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 23 มิถุนายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

รถ 8.7 ล้านคันมีหนาว เมานิดเดียว'ประกัน'ไม่จ่าย

"คปภ." จัดหนัก เพื่อเป้าหมาย “ลดอุบัติเหตุ” 8.7 ล้านคัน "มีหนาว" ผู้ขับขี่รายใด ใครเมานิดเดียว “ประกัน” ไม่จ่าย อังคารที่ 21 มีนาคม 2560 เวลา 10.28 น.


สัปดาห์ที่ผ่านมาบรรดาคนขับรถมีเรื่องให้ต้อง “หูผึ่ง” และเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์กันพอสมควรเกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนน ทั้งเรื่องที่กรมการขนส่งทางบกปรับเกณฑ์การอบรมทดสอบใบอนุญาตขับรถ ตามมาด้วย มาตรการจูงใจ ลดอุบัติเหตุโดยให้บริษัทประกันภัยลดเบี้ยประกันสำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งกล้องหน้ารถ และล่าสุดกับกรณีการใช้ “ไม้แข็ง” ลดอุบัติเหตุจากคนเมาบนท้องถนน โดยใช้ มาตรการทางด้านประกันภัย ไม่ให้ความคุ้มครองทั้งชีวิตและทรัพย์สินสำหรับผู้ที่เมาแล้วขับ จากการวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ จากเดิมที่ประกันจะยังให้ความคุ้มครองคนเมาได้สูงสุดที่ปริมาณแอลกอฮอล์ 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นการขับเคลื่อนมาตรการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เข้มขันขึ้นมาอีกก้าว

สำหรับมาตรการล่าสุด ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 11/2560 เรื่องให้แก้ไขแบบ ข้อความกรมธรรม์ประกันภัย และเอกสารแนบท้ายของกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนมาตรการส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน และเสริมสร้างวินัยจราจรแก่ประชาชน โดยเป็นการปรับแก้ข้อยกเว้นจากเดิม ระบุว่า “การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” แก้ไขข้อความเป็น “การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 16 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดให้ถือว่า “เมาสุรา” ซึ่งคำสั่งนี้ให้มีผลใช้บังคับสำหรับการทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันภัยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป



ทำให้นิยามความหมายของคนเมา ตามการประกันภัย เป็นเกณฑ์เดียวกับตามพ.ร.บ.จราจรทางบก หลังเป็นข้อถกเถียงกันมานานในหลายๆเวทีที่มีการพูดถึงประเด็นการลดอุบัติเหตุจากคนเมา  ผลของคำสั่งนี้ ทำให้รถทุกคันที่ทำ “ประกันภัยภาคสมัครใจ” ตั้งแต่1มิ.ย.60เป็นต้นไป หากก่อให้เกิดอุบัติเหตุเมื่อวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดได้เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทประกันจะไม่รับชดใช้ความเสียหายไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือทรัพย์สิน ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการทำประกันภัยภาคบังคับหรือประกันภัยพ.ร.บ.ซึ่งคงให้ความคุ้มครองสิทธิประโยชน์ต่อชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุทุกคนตามเดิม ซึ่งปัจจุบันจากสถิติจำนวนรถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศมีรวม 37.4 ล้านคัน ในปี 59 มีรถทุกประเภทที่ทำประกันภัย แบ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับรวมประมาณ 30 ล้านคัน และทำประกันภัยภาคสมัครใจประมาณ 8.78 ล้านคัน

นายประสิทธิ์ คำเกิด รองกรรมการผู้จัดการบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัดในฐานะบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเพื่อจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ  กล่าวว่า มาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ขับขี่รถมีความระมัดระวังและตระหนักถึงอันตรายจากการเมาแล้วไปขับรถมากขึ้น ซึ่งจากเดิมที่ข้อกำหนดสามารถเมาได้ถึง 150 มก.เปอร์เซ็นต์ทำให้บริษัทประกันไม่ได้ใส่ใจหรือเข้มงวดต่อการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์เพื่อประกอบการจ่ายค่าสินไหมต่อผู้ที่เมาแล้วไปขับรถชนเกิดอุบัติเหตุ แต่ต่อไปนี้เมื่อมีคำสั่งคปภ.ดังกล่าวจะทำให้มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์คนขับรถที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้เมาและเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุไม่ต้องกังวลเพราะประกันภัยจะต้องจ่ายค่าสินไหมให้กับผู้อื่นที่ได้รับผลกระทบไปก่อนแล้วค่อยไปไล่เบี้ยเอากับคนเมาเจ้าของรถที่ก่อเหตุภายหลัง โดยคำสั่งนี้จะมีผลในวันที่ 1 มิ.ย.60 ซึ่งให้เวลาหลังจากนี้ 2 เดือนเพื่อให้บริษัทประกันต่างๆได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาในหลักการของการประกันภัยรถยนต์ทั่วไปแม้ในต่างประเทศก็ตามก็ให้ได้ถึง 150 มก.เปอร์เซนต์ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชน และรวมไปถึงรถจากต่างแดนด้วยเพราะขณะนี้เรากำลังเปิดกว้างไปสู่ประชาคมอาเซียน



นายประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน “อุบัติเหตุ” ที่เป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ ซึ่งประเทศไทยมีอุบัติเหตุสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกนั้น ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันผลักดันทุกๆมาตรการ เพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก เมื่อชีวิตมีความเสี่ยง ในเรื่องของการทำประกันภัยที่จะช่วยแบ่งเบาภาระเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการทำประกันภัยภาคบังคับหรือประกันภัยตามที่กฎหมายกำหนดขึ้นตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ที่เป็นกฎหมายเพื่อให้ความคุ้มครองต่อประชาชนทุกคนที่ประสบอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเมาหรือไม่  ไม่ว่าจะมีใบขับขี่หรือไม่ หรือขับรถของผู้อื่นไปเกิดอุบัติเหตุ  หรือแม้กระทั่งคนซ้อนท้ายหรือนั่งไปด้วยกันรถเกิดอุบัติเหตุ  รวมไปถึงคนทั่วไปที่เดินอยู่บนถนนแล้วได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต   หากรถนั้นทำประกันภัยพ.ร.บ.หรือประกันภัยภาคบังคับจะคุ้มครองจ่ายค่าสินไหมค่ารักษาพยาบาล การบาดเจ็บ ทุพลภาพและเสียชีวิตสูงสุดถึงคนละ300,000 บาทครอบคลุมหมดทุกคน ถือเป็นหน้าที่ของผู้ที่มีรถจะต้องมีประกันภัยพ.ร.บ.

"แต่ปัจจุบันก็มีรถจำนวนมากที่ยังไม่ทำประกันพ.ร.บ. โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้มากที่สุด จากตัวเลขรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนมีอยู่ 20 ล้านคัน แต่มีจักรยานยนต์ที่ทำประกันภัยอยู่ที่ราว 13 – 14 ล้านคัน ปัจจุบันเบี้ยประกันภัยพ . ร . บ . ที่ได้รับยังไม่เพียงพอกับยอดเคลมของรถที่เกิดอุบัติเหตุที่มีปีละประมาณ 280,000 รายซึ่งเป็นจำนวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ พิการและเสียชีวิตมีตัวตนชัดเจนที่ภาคประกันภัยได้ให้ความคุ้มครองตามกฎหมาย จึงเห็นได้ว่าอุบัติเหตุในประเทศไทยนั้นส่งผลให้เกิดความสูญเสียเป็นจำนวนมาก ควรที่ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนต้องตระหนักและร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาอุบัติเหตุ” นายประสิทธิ์ กล่าว



ขณะที่พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) กล่าวว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ผู้ที่ขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุทุกกรณี แต่จะใช้การประเมินใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เช่น พูดจาอ้อแอ้ มีกลิ่นแอลกอฮอล์ หรือเดินเซ จึงจะมีการตรวจวัด โดยขณะนี้เมื่อมีการกำหนดเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายสินไหมถือเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะผู้ทำคดีก็คงต้องนำไปพิจารณาดูว่าจะมีแนวทางปฎิบัติอย่างไร 

ประเทศไทยของเราต้องสูญเสียมากมายมหาศาลจากอุบัติเหตุ เอาแค่ที่ประเมินเป็นตัวเลขข้อเท็จจริงที่จับต้องได้ จากค่าเคลมประกันจากอุบัติเหตุที่จ่ายจริง สถิติของปี 58 มีการจ่ายเคลมเบี้ยประกันภัยรถประเภทสมัครใจ 64,000 ล้านบาท และค่าเคลมของประกันภัยภาคบังคับอีก 9,330 ล้านบาท รวมแล้วมีความสูญเสียที่จ่ายแน่ๆสูงถึง 73,000 ล้านบาทในระยะเวลาเพียง 1 ปีสูงกว่างบประมาณของบางกระทรวงที่ได้รับจัดสรรไปพัฒนาประเทศเสียอีก ยังไม่นับค่าเสียโอกาสต่างๆ

การขับเคลื่อนเพื่อลดอุบัติเหตุด้วยมาตรการทางด้านประกันภัยนี้จึงอีกหนึ่งเครื่องมือ ที่คนไทยจะต้องตระหนักรู้ว่าพิษภัยอุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเราทุกคน ใกล้เข้าไปอีกขั้น
...................................................
พัชรินทร์ ธรรมรส / รายงาน




***รถทำประกันภัยพ.ร.บ.จะได้รับความคุ้มครองดังนี้

*เมื่อเกิดอุบัติเหตุให้บริษัทประกันภัยจ่ายทันทีภายใน 7 วัน เป็นการดูแล"ค่าเสียหายเบื้องต้น"โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าฝ่ายใดถูกหรือฝ่ายใดผิด

แยกเป็นค่ารักษาพยาบาลตามการรักษาจริง ไม่เกิน 30,000 บาท และความเสียหายต่อชีวิต จ่ายเป็นค่าปลงศพ 35,000 บาท

*เมื่อมีการพิสูจน์ความรับผิดแล้ว วงเงินคุ้มครองค่าสินไหมทดแทนสูงสุด (รวมค่าเสียหายเบื้องต้น)

กรณีบาดเจ็บ จ่ายตามการรักษาจริงสูงสุด ไม่เกิน 80,000 บาท

กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร 300,000 บาท

สำหรับผู้ป่วยในจะได้รับค่าชดเชยการรักษาตัว 200 บาท/วัน ไม่เกิน 20 วัน (ยกเว้นผู้ขับขี่ที่เป็นฝ่ายผิด จะได้รับความคุ้มครองเฉพาะค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น)

***ตามกฎหมายเจ้าของรถทุกคันจะต้องจัดทำประกันภัย พ.ร.บ ถ้าเจ้าของรถฝ่าฝืนจะมีความผิด มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งหากผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่ไม่มีประกันภัย พ.ร.บ.เมื่อเกิดอุบัติเหตุก็จะไม่ได้รับความคุ้มครอง โดยเจ้าของรถต้องรับผิดชอบในค่ารักษาทั้งของตนเองและผู้เสียหาย และยังมีความผิดตามกฎหมายที่นำรถที่ไม่ได้จัดทำ พ.ร.บ.มาใช้มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    33%
  • ไม่เห็นด้วย
    67%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 12