อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 12 ธันวาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 12 ธันวาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ใบสั่งปีละ7ล.ใบอย่าเมินมีระบบตามเช็คคนค้างจ่าย

17 ธ.ค.นี้เริ่มใช้ใบสั่งแบบใหม่มีบาร์โค้ดจ่ายค่าปรับผ่านทางธนาคาร-ตู้เอทีเอ็มได้ทั่วประเทศ ใบสั่งปลิวว่อนปีละ7ล้านใบ ทำระบบตรวจค้างค่าปรับเช็คได้หมด พฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2560 เวลา 18.34 น.

พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธ์ รักษาราชการแทนที่ปรึกษาผู้บัญชาการสำนักงานตำแห่งชาติ ในฐานะวิทยากรบรรยายในการเสวนามิติใหม่บังคับใช้กฎหมายภายในงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่องความปลอดภัยทางถนน โดย กล่าวว่า ในวันที่ 17 ธ.ค. 60 ทางสำนักงานแห่งชาติจะเริ่มใช้ใบสั่งรูปแบบใหม่หลังจากที่มีการประกาศให้ใช้ใบสั่งรูปแบบใหม่ไปแล้วตั้งเดือนส.ค.60 ที่ผ่านมา แต่ใบสั่งรุ่นเก่าที่ใช้อยู่ยังไม่หมดไปในทันทีและใบสั่งใหม่อยู่ระหว่างการจัดพิมพ์ โดยขณะนี้ได้ทยอยใช้ใบสั่งแบบเก่าจนหมดแล้ว เริ่มมีการเบิกจ่ายใบสั่งแบบใหม่ที่เพิ่มบาร์โค้ด เพื่อให้ผู้ที่ถูกจับและได้รับใบสั่งสามารถชำระค่าปรับผ่านทางธนาคารตู้เอทีเอ็มได้อย่างสะดวก โดยใบสั่งรูปแบบเก่าที่ใช้อยู่นั้นจะหมดอายุในวันที่ 17 ธ.ค.60 ซึ่งหลังจากวันดังกล่าวใบสั่งเก่าที่เหลืออยู่จะต้องทิ้งทั้งหมดเพราะเมื่อมีใบสั่งใหม่ออกมาก็จะถือว่าใช้การไม่ได้ไปโดยปริยาย

ทั้งนี้ทางโรงพิมพ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะพยายามเร่งรัดดำเนินการจัดพิมพ์ใบสั่งรูปแบบใหม่ให้ทันพอดีกับการใช้งาน ซึ่งขณะนี้ทางสตช.ได้เริ่มแจกจ่ายใบสั่งรูปแบบใหม่ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1, 2 และ7 เพื่อให้นำไปใช้ในการเขียนใบสั่งบ้างแล้ว ส่วนพื้นที่อื่นๆนั้นสตช.จะพยายามเร่งรัดแจกจ่ายใบสั่งรูปแบบใหม่ให้ใช้งามพร้อมกันทั่วประเทศประมาณต้นปี 61 สำหรับใบสั่งที่สตช.ใช้งานอยู่ขณะนี้ได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ ใบสั่งที่ออกด้วยกล้อง วงจรปิด หรือซีซีทีวี ซึ่งใบสั่งนี้สามารถจ่ายค่าปรับได้ตามธนาคาร หรือไปรษณีย์ได้แล้ว ประเภทที่ 2 คือใบสั่งแบบเขียนมือ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขให้มีบาร์โค้ด เพื่อใช้สำหรับชำระค่าปรับผ่านทางธนาคาร พร้อมทั้งได้มีการเพิ่มช่องระบุข้อกล่าวหาเพิ่มเติมลงไปด้วยซึ่งกำลังจะใช้งานในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ส่วนใบสั่งรูปแบบที่ 3 คือใบสั่ง E Ticket ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ใช้งานเนื่องจากยังไม่มีเครื่องออกใบสั่ง

พล.ต.ท.วิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นที่ผ่านมาตนได้กำชับให้ทุกสน. มีการบันทึกใบสั่งลงในระบบพีทีเอ็ม เพื่อเป็นการเตรียมข้อมูลสำหรับการรับชำระค่าปรับผ่านทางธนาคาร โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกคนสามารถใช้ระบบพีทีเอ็มได้อย่างคล่องแคล่ว อีกทั้งตนยังกำชับให้ตำรวจ แต่ละโรงพักมีการบันทึกใบสั่งที่ออกไปแล้ว ลงในระบบทุกวันเพื่อที่ประชาชนจะได้มาชำระค่าปรับในวันรุ่งขึ้นได้ทันที โดยระบบดังกล่าวจะทำให้สามารถตรวจเช็คการค้างชำระค่าปรับได้ โดยกรณีที่ไม่มาจ่ายค่าปรับตามกำหนด ก็จะมีการออกใบเตือนไปอีก1 ครั้งและหากยังไม่มาจ่ายก็จะเชื่อมระบบไปที่กรมการขนส่งทางบก เพื่อดำเนินการบังคับเมื่อมาต่อทะเบียนซึ่งจะมีค่าปรับตามข้อหาที่ค้างอยู่และข้อหาชำระค่าปรับล่าช้าด้วย  อย่างไรก็ตาม ใบสั่งรูปแบบใหม่นั้น ประชาชนสามารถจ่ายค่าปรับข้ามเขตพื้นที่ได้ โดยการจ่ายผ่านธนาคารกรุงไทยซึ่งมีสาขามากกว่า 1,200 แห่ง หรือตู้เอทีเอ็ม ที่มีจำนวนกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศไทย และยังสามารถจ่ายผ่านระบบ KTB net bank ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นบนมือถือ หรือสถานที่ที่มีสัญลักษณ์พีทีเอ็มแสดงอยู่ โดยสตช.คาดหวังว่า ปัญหาประชาชนไม่ชำระค่าปรับจะลดน้อยลงกว่าที่ผ่านมา

ด้านนายนพพร นุชนิยม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริการจัดการทางการเงิน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ระบบพีทีเอ็มนั้น เป็นระบบการรับชำระค่าปรับผ่านทางธนาคาร รวมทั้งยังเป็นระบบจัดการใบสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นการออกใบสั่งที่ตรวจจับด้วยกล้อง CCTV ระบบการส่งหนังสือเตือนสำหรับผู้ที่ไม่มาชำระค่าปรับตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด  ซึ่งทางธนาคารกรุงไทย ได้ร่วมกับสตช. พัฒนาระบบขึ้นมาให้มีความทันสมัย เพื่อช่วยเหลือในการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยตนเชื่อว่า เมื่อใบสั่งทุกใบที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร เข้าสู่ระบบพีทีเอ็มแล้ว ช่วยให้การตรวจสอบ การกระทำความผิด หรือติดตามผู้ที่ไม่ยอมชำระค่าปรับ ให้เข้ามาดำเนินการตามขั้นตอนได้ อีกทั้งระบบยังมีความโปร่งใสและมีความชัดเจน

ทั้งนี้หากประชาชนได้รับความสะดวกในการจ่ายค่าปรับเพิ่มมากขึ้น ตนเชื่อว่าจะมีผู้มาชำระค่าปรับ ตามระยะเวลาที่กำหนดซึ่งโดยปกติแล้ว สํานักงานตํารวจแห่งชาติมีสถิติการออกใบสั่งประมาณ 7 ล้านใบต่อปี แบ่งเป็นใบสั่งเล่มจำนวน 5 ล้านใบต่อปี และใบสั่งที่ออกด้วยกล้อง 2 ล้านใบปีโดยใบสั่งที่ออกด้วยกล้องก็จะมีแนวโน้มมากขึ้นจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งการใช้ระบบทีทีเอ็มนั้น จะช่วยแก้ไขปัญหาใบสั่งครั้งจ่ายได้โดยเฉพาะในกรณีใบสั่งเล่มเพราะจะมีขั้นตอนการติดตามและส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้กระทำความผิดทันที่ นอกจากนี้ในอนาคต จะมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นพีทีเอ็ม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นลงบนมือถือ เพื่อใช้สำหรับการเขียนใบสั่ง ในขณะที่พบเห็นผู้กระทำความผิด และยังสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องปริ้น เพื่อพิมพ์ใบสั่งได้ขณะนั้นโดยทันที เป็นการพัฒนาต่อเนื่อง จากการเพิ่มบาร์โค้ดลงในใบสั่ง.





 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 25