อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 27 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 27 กรกฎาคม 2564

เสนอเพิ่มโทษขับรถชนใน"ทางม้าลาย"คุก3เดือนปรับ5พัน

มูลนิธิเมาไม่ขับ ดึงกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมปลุกสำนึกใช้ทางม้าลาย เสนอเพิ่มโทษคนขับแล้วชนในทางม้าลาย จากเดิมจำคุกหนึ่งเดือนและปรับไม่เกิน 1,000 บาท เป็นโทษจำคุกสามเดือนปรับไม่เกิน 5,000 บาท ศุกร์ที่ 9 มีนาคม 2561 เวลา 14.40 น.

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.61 ที่โรงแรมแกรนด์เมอเคียวฟอร์จูน ถนนรัชดาภิเษก กทม. มูลนิธิเมาไม่ขับร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  สำนักงานตำรวจแห่ชาติ (สตช.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายช่วยลดอุบัติเหตุ ทั้งภาครัฐและเอกชนจัดเวทีสาธารณะ "ทางม้าลายปลอดภัยจริงหรือ" โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นางสาวเมธาวิน แสงมาลา ผอ.กลุ่มค่านิยมและความเป็นไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม พ.ต.อ.ชัยกฤษ โพธิ์อ๊ะ ผกก.5 บก.จร. นายจักรพงษ์ เทียนพิทักษ์ วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) กทม.และนพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับและประชาชนที่สนใจเข้าร่วมเสวนา

โดยตัวแทนจากกรุงเทพมหานครได้ให้ข้อมูลว่า ในปี 2559 เกิดอุบัติเหตุกับคนเดินเท้าจำนวน 1,621 ครั้ง เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีเพียง 615 ครั้งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 163% จึงต้องมีการหาทางแก้ปัญหาความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน โดยเฉพาะกับคนเดิน ทั้งนี้ในพื้นที่กรุงเทพฯมีทางม้าลายจำนวน 1,112 แห่ง  เป็นจุดที่มีสัญญาณเตือน หรือมีไฟกระพริบจำนวน 715 แห่ง ซึ่งที่ผ่านมามีการเกิดอุบัติเหตุบริเวณทางม้าลายที่มีผู้เสียชีวิตเพียง 1 ครั้ง ที่บริเวณแยกอโศก เมื่อปี 2557 ส่วนที่เกิดอุบัติเหตุแต่ไม่มีผู้เสียชีวิตก็มีอีกจำนวนมาก กทม.ซึ่งมีหน้าที่ดูแลในส่วนของพื้นที่และทัศนวิสัยโดยรอบ ก็ได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเท่านั้น การแก้ปัญหายังต้องอาศัยผู้ใช้รถใช้ถนนและคนเดินข้ามซึ่งจะต้องเคารพกฎระเบียบ จราจร เป็นหลัก



นพ.แท้จริง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก และยังถูกจัดอันดับให้ไปเป็นประเทศที่มีถนนอันตรายที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พฤติกรรมขับขี่รถที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น ทั้งจากการเมาแล้วขับ การขับรถเร่ง การขับย้อนศร การใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ รวมไปถึงการไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับความใส่ใจหรือให้ความสำคัญมากเท่าที่ควร เห็นได้จากพฤติกรรมผู้ขับขี่รถส่วนใหญ่มันจะเร่งความเร็วรถเมื่อใกล้ถึงทางม้าลาย หรือบีบแตรไล่คนข้ามทางม้าลาย รวมไปจนถึงการจอดรถทับทางม้าลาย ปัญหาที่กล่าวมาก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีอารยธรรมของคนไทย และส่งผลกระทบกับภาพพจน์ของประเทศไทย เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลหลายประเทศต้องแจ้งเตือนให้ระมัดระวังการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศเบลเยี่ยม จึงต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่กระทรวงวัฒนธรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกจิตสำนึก โดยมาตรการแรกกระทรวงฯจะประสานงานทุกภาคส่วนปลูกฝังค่านิยม ด้านความมีน้ำใจในการขับขี่รถบนท้องถนน เพื่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนนในหลายมิติ รวมถึงการหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายด้วย เพื่อให้เป็นวัฒนธรรมบนท้องถนนที่ดีงามอย่างหนึ่งของคนไทย โดยมาตรการลงโทษและชื่นชมทางสังคมด้วยโซเชียลมีเดีย ทั้งนี้การถูกจิตสำนึกความมีน้ำใจแม้จะไม่เห็นเป็นรูปธรรมแต่ก็เป็นสิ่งที่แก้ปัญหาได้โดยตรง หากทุกคนร่วมมือกัน โดยในอนาคตเตรียมจัดทำการมอบรางวัลคนทำดีโดยเปิดโอกาสให้ส่งภาพ คนดีมีน้ำใจเคารพกฎระเบียบวินัยจราจร ผ่านทางโซเชียลหลังจากนั้นจะมีการมอบรางวัลเพื่อเป็นการเชิดชูและถือเป็นแบบอย่าง ซึ่งจะทำให้คนอื่นๆ นำไปปฏิบัติตาม โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ มูลนิธิ ฯจะเน้นการรณรงค์ เรื่องความมีน้ำใจโดยจะหารือวัฒนธรรม ขอบคุณและขอโทษซึ่งเป็นมารยาททาง วินัยจราจรสำหรับผู้ที่ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน

ทั้งนี้ในที่ประชุมผู้ร่วมประชุมได้มีการนำเสนอให้เพิ่มโทษกับผู้ที่ขับรถชนในทางม้าลาย จากเดิมที่มีโทษจำคุกหนึ่งเดือนและปรับไม่เกิน 1,000 บาท เป็นโทษจำคุกสามเดือนปรับไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ร่วมประชุมต่างก็เห็นด้วย ซึ่งมาตรการดังกล่าวน่าจะทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในการใช้ทางม้าลายเพิ่มขึ้นรวมถึงเสนอให้ทำทางม้าลาย หรือบันไดเลื่อนอัตโนมัติ ในบางจุดแทนการใช้สะพานลอย เนื่องจากผู้พิการและผู้สูงอายุไม่สามารถใช้สะพานลอยข้ามแยกได้เนื่องจากข้อจำกัดหลายอย่าง ซึ่งมูลนิธิจะนำข้อเสนอดังกล่าวไปเข้าที่ประชุมคณะกรรมการลดการเกิดอุบัติเหตุในระดับประเทศเพื่อให้เกิดการแก้ไขต่อไปในอนาคต.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 56