อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน 2561

ไม่ตรวจเมา=ไม่ยุติธรรม

มูลนิธิเมาไม่ขับเร่งหาเจ้าภาพจ่ายค่าตรวจเมาในการเกิดอุบัติเหตุที่มีคนเจ็บ "ทุกกรณี" ปีละ40 ล้านเพียงพอจัดการเอาผิดมีหลักฐานชัดไม่ต้องใช้ดุจพินิจของเจ้าหน้าที่ จันทร์ที่ 2 กรกฎาคม 2561 เวลา 14.00 น.

นพ.แท้จริง  ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า การอุดช่องว่างของปัญหาการตรวจเลือดคนเมาแล้วขับใครควรต้องรับผิดชอบ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทางมูลนิธิฯให้ความสำคัญ  เพราะ  ในเรื่องของค่าใช้จ่ายของการตรวจแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่รายละ 500– 1,000 บาท ซึ่งในแนวปฎิบัติที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายส่วนนี้ตกเป็นภาระของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมาโดยตลอด  อีกทั้งตามกฎหมายก็ยังให้อยู่ในดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่จะสั่งตรวจแอลกอฮอล์หรือไม่จึงทำให้มีช่องว่างทำให้คนที่เมาจริงๆอาจรอดพ้นการตรวจพิสูจน์หาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันได้หากเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจว่าไม่ต้องตรวจ  ซึ่งปัจจุบันได้ร่วมผลักดันจนเกิดผลสำเร็จที่รัฐบาลจัดหางบให้ตรวจวัดในช่วงของ 7 วันอันตรายของเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์แต่อุบัติเหตุนั้นเกิดทุกวันจึงต้องทำให้ครอบคลุมซึ่งในวงสัมมนาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของภาคีเครือข่าย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  กระทรวงสาธารณสุข บริษัทประกันภัยในเวทีสาธารณะการตรวจเลือดคนเมาแล้วขับใครควรต้องรับผิดชอบ?ที่ผ่านมา  ก็ได้ข้อสรุปว่าทางกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องทำรายละเอียดเสนอไปยังศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางท้องถนนกระทรวงมหาดไทยและนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดยมุ่งไปที่กรณีอุบัติเหตุที่มีผู้บาดเจ็บต้องมีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ทุกครั้ง  โดยในแต่ละปีจะมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทั่วประเทศอยู่ที่ปีละ 200,000 – 300,000 ราย  โดยคาดว่าจะใช้งบในการตรวจวัดปีละประมาณ 40 ล้านบาทซึ่งน่าจะเพียงพอ

ทั้งนี้ตนเข้าใจดีว่าหลักการที่เหมาะสมนั้นควรจะต้องเป็นผู้ที่ก่อเหตุที่จะต้องรับผิดชอบค่าตรวจ  แต่ในทางปฎิบัติจะเกิดความยุ่งยาก  ดังนั้นจึงต้องมีการตั้งงบประมาณจากภาครัฐเพื่อให้เกิดความพร้อมสามารถตรวจวัดแอลกอฮอล์ได้ทันทีที่เกิดเหตุเพราะเรื่องช่วงเวลามีความสำคัญเนื่องปริมาณแอลกอฮอล์ไม่ได้คงอยู่ยาวนานเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมงค่าที่วัดได้ก็เปลี่ยนแปลงแล้ว  นอกจากนี้ตนยังมองในประเด็นของการบังคับตรวจเมาหรือเจาะเลือดหาปริมาณแอลกอฮอล์จากผู้ขับขี่ที่ไม่ยินยอมจะละเมิดสิทธิผู้ป่วยหรือไม่นั้น ปัจจุบันนี้ พ.ร.บ.จราจรทางบกได้มีการปรับแก้ไขโดยกำหนดให้ผู้ที่ไม่ยอมให้มีการทดสอบหรือตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า“เมาแล้วขับ” ดังนั้นกรณีการเกิดอุบัติเหตุและคนขับขี่มีสติรู้ตัวเจ้าหน้าที่ก็สามารถสอบถามและขอทำการตรวจวัดได้ส่วนกรณีที่เมื่อเกิดเหตุแล้วผู้ขับขี่ไม่ได้สติหรือไม่สามารถเป่าทดสอบได้เจ้าหน้าที่ก็มีสิทธิที่จะตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ด้วยวิธีต่างๆได้ ตนถือว่าสิทธิทุกคนมีเท่ากันแต่กฎหมายคุ้มครองประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบ ถามว่าถ้าคนขับรถไม่ได้ดื่ม ไม่ได้ทำผิดกฎหมายในข้อนี้ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะปฎิเสธการตรวจวัดจากเจ้าหน้าที่ จะต่อสู้ในศาลก็ไม่น่าจะฟังขึ้น  การห่วงว่าละเมิดสิทธิคนไข้ในเรื่องนี้ ตนก็ต้องถามว่าแล้วคนทั่วไปที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่ต้องมาเจ็บ ตาย หรือเสียเงินซ่อมรถ แล้วสิทธิของประชาชนที่ต้องเป็นผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดนี้อยู่ตรงไหน  ซึ่งหากเราไม่ขับเคลื่อนในเรื่องนี้ไปพร้อมๆกันทุกภาคส่วนให้การบังคับใช้ทางกฎหมายเกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพ การลดคนเมาบนท้องถนนก็จะยังไม่เกิดผลสำเร็จโดยสมบูรณ์

รายงานข่าวแจ้งว่า การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ถือเป็นการค้นหาพยานหลักฐานเพื่อฟ้องร้องเอาผิดผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวนเป็นอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา131/1เพื่อเป็นการแสวงหาพยานหลักฐาน กรณีการเกิดอุบัติเหตุและคนขับขี่มีสติรู้ตัวเจ้าหน้าที่ก็สามารถสอบถามและขอทำการตรวจวัดได้ส่วนกรณีที่เมื่อเกิดเหตุแล้วผู้ขับขี่ไม่ได้สติหรือไม่สามารถเป่าทดสอบได้เจ้าหน้าที่ก็มีสิทธิที่จะตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ด้วยวิธีต่างๆเท่าที่เหมาะสมจำเป็นและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายหรืออนามัยของบุคคลนั้น ซึ่งตามกฎหมายระบุผู้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ ถือเป็นผู้ที่เมาสุราและการไปก่ออุบัติเหตุนั้นจะได้รับโทษในอัตราที่สูงกว่าการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาทโดยปกติทั่วไปอีกทั้งยังมีโทษเพิ่มขึ้นตามความรุนแรงของผลที่ตามมาตั้งแต่มีผู้บาดเจ็บมีผู้พิการไปจนถึงกรณีมีผู้เสียชีวิตโทษก็จะปรับเพิ่มสูงขึ้นไปตามลำดับทั้งโทษปรับและจำคุกการจำกัดพักใช้ใบอนุญาตขับรถ และที่สำคัญคือการชดใช้ความเสียหายที่ปัจจุบันทางด้านประกันภัยจะไม่คุ้มครองสำหรับกรณีเมาแล้วไปก่อเหตุด้วย ดังนั้นสิ่งที่จะบอกว่าผู้ที่ก่ออุบัติเหตุนั้นเกิดจากความ“เมา”หรือไม่  จึงเป็นหัวใจสำคัญในการอำนวยความยุติธรรมให้เป็นไปตามกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองประชาชนผู้บริสุทธิ์ให้ปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 10