อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2561

แนวคิดตั้งศาลจราจรส่อแววได้ใช้จริง

อัยการเสนอทางแยกแผนกคดีจราจรเร็วกว่า พร้อมเขียนวิธีพิจารณาคดีเพื่อลดขั้นตอนการลงโทษ ชี้มีศาลจราจรจะทำให้ประชาชนกลัวกฎหมายมากขึ้น พฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2561 เวลา 16.50 น.


เมื่อวันที่ 18 ต.ค. มูลนิธิเมาไม่ขับจัดเสวนา "ศาลจราจร กับสังคมไทย" นพ.แท้จริง สิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า ความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนถนนในประเทศไทยถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ โดยคนไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากถึงปีละ 24,000 คน โดยแนวคิดการจัดตั้งศาลจราจรนั้นทางมูลนิธิและตำรวจได้มีแนวคิดคิดมาเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย รวมทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย แต่ที่ผ่านมาการจัดตั้งศาลจราจรยังไม่ได้รับการตอบสนอง เนื่องจากภาครัฐเห็นว่าการจัดตั้งศาลใหม่นั้นจำเป็นจะต้องใช้งบประมาณและบุคลกรเป็นจำนวนมาก โดยหากพิจารณาตามความจริงแล้วสามารถดำเนินการได้เพราะเจ้าหน้าที่อัยการ เจ้าหน้าประจำศาลปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐมีบุคคลกรมากพอ จึงทำให้ประเทศไทยยังไม่มีศาลจราจรขึ้นมาเพื่อความคุมและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กระทำความผิด ทำให้ปัจจุบันผู้ขับขี่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย กระทำความผิดจนส่งผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งมีผู้ที่ไม่ยอมไปชำระค่าปรับตามกฎหมายกำหนดเป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ระบุว่า ในแต่ละปีในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีการออกใบสั่งไปทั้งสิ้น 1.6 ล้านใบ แต่มีผู้มาชำระค่าปรับเพียง 3 แสนใบเท่านั้น เท่ากับว่ามีคนมาชำระค่าปรับเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นหากมีศาลจราจรจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับแนวทางการจัดตั้งศาลจราจรตัวแทนจากสำนักอัยการสูงสุดให้ความเห็นว่า แนวทางการจัดตั้งศาลจราจรนั้นสามารถดำเนินการการได้เนื่องจากอยู่ในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ซึ่งทางอัยการเห็นว่าเพื่อความรวดเร็วในการดำเนินการไม่จำเป็นจะต้องจัดตั้งศาลใหม่แต่สามารถจัดตั้งเป็นแผนกคดีจราจรของศาลแขวงได้เลย  แต่จะต้องมีการกำหนดวิธีพิจารณาคดีความใหม่เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและลดขั้นตอนการสอบสวนและขั้นตอนขบวนการของศาลลง เนื่องจากคดีความด้านการจราจรมีอายุความเพียง 1 ปีเท่านั้น เบื้องต้นสำหรับคดีที่จะต้องนำมาพิจารณานั้นจะเป็นคดีที่ไม่ใช่คดีร้ายแรงมีผู้เสียชีวิต แต่จะเป็นคดีทั่วไป อาทิ ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดงและไม่ยอมดำเนินการชำระค่าปรับตามที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นคดีที่ผู้กระทำความผิดและเจ้าหน้าที่ตำรวจตกลงกันไม่ได้  แต่หากเป็นคดีที่เมาแล้วขับมีผู้เสียชีวิตถือว่าเป็นโทษรุนแรงที่เกินกว่าอำนาจศาลจราจรพิจารณา ด้านขั้นตอนในการพิจารณานี้นจะต้องมีการปรับรูปแบบใบสั่งเพื่อให้สามารถใช้ใบสั่งเป็นการสั่งฟ้องได้เลย รวมทั้งจะต้องเปลี่ยนวิธีการสอบสวนจากการกล่าวหาเป็นการไต่สวนแทนเพื่อให้ศาลสามารถลงไปพิจารณาหาหลักฐานและข้อเท็จจริงเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาโทษได้ด้วย

ด้านพ.ต.อ.อาคม จัทนลาช รองผู้บังคับการตำรวจจราจร (รองผบก.จร.) กล่าวว่า หากมีการจัดตั้งศาลจราจรถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถลดปัญหาการโต้เถียงระหว่างผู้กระทำความผิดและเจ้าหน้าที่ตำรวจลงได้ และจะทำให้การตัดสินมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะลดความซับซ้อนในขั้นตอนการดำเนินการติดตามตัวผู้กระทำความผิดที่ไม่ยอมมาชำระค่าปรับ และอาจจะทำให้ประชาชนเกรงกลัวกฎหมายมากยิ่งขึ้น แต่หากมีศาลจราจรจะต้องมีการพิจารณาปรับแก้กฎหมายบางข้อที่ล้าสมัยและไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน

ด้านนายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และอดีตสมาชิกสปท. กล่าวว่า ปัญหาจราจรเป็นปัญหาที่ซับซ้อนทับถม เนื่องจากคนไทยมองโลกในแง่บวก แม้จะเกิดอุบัติเหตุจนมีคนเจ็บ คนตาย เรื่องแรกต้องแก้กฎหมายก่อน เพราะกฎหมายบ่มเพาะให้คนทำผิดจนกลายเป็นเรื่องปกติ หากจะปฏิรูปตามแผนพัฒนาประเทศในเรื่องการตั้งศาลจราจรจะต้องมีการเตรียมกฎหมายต้องศึกษาเรื่องปริมาณของคดีและการพิจารณาจะต้องรวดเร็ว ทั้งนี้การปฏิรูปการพัฒนาต้องดำเนินการไปพร้อมการพัฒนาให้ไกลปฏิรูปให้เร็วเพื่อความมั่นคง อย่างไรก็ตามช่องต่างๆ เหล่านี้คนไทยส่วนใหญ่ยังตามไม่ทัน ดังนั้นหากจะจัดตั้งศาลจราจรต้องร่วมกันเน้นรณรงค์สร้างการเรียนรู้ให้มากขึ้น.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 22