อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2562

่เมาไม่ขับชี้"เด็ก"หัวไม่แข็งตายวันละ3ศพ

“เด็ก”หัวไม่แข็งตายวันละ3ศพ ชี้ไม่สวมหมวกกันน็อคคร่าชีวิตรายวัน ”เมาไม่ขับ”จี้ภาครัฐดูแลสิทธิขั้นพื้นฐาน พฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2562 เวลา 08.50 น.

นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ  กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ลงนามเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กมาตั้งแต่ปี 2535 โดยหลักการสำคัญของอนุสัญญาฉบับดังกล่าว เน้นหลักพื้นฐาน คือ การไม่เลือกปฏิบัติ และเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก โดยมีเนื้อหา 4 ด้าน ได้แก่ 1. สิทธิในการอยู่รอด ได้รับการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานและความปลอดภัย 2. สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ และมีภาวะโภชนาการที่เหมาะสม 3. สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองให้รอดพ้นจากการทำร้าย การถูกล่วงละเมิด การถูกทอดทิ้ง และการแสวงหาประโยชน์ในทุกรูปแบบ และ 4. สิทธิในการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับสิทธิของเด็กและต้องการยกระดับความเป็นอยู่ของเด็กไทยให้ดีขึ้น  แต่การดูแลและลดอัตราความเสียงในการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บบนท้องถนนของเด็กในประเทศไทยยังไม่ได้รับการคุ้มครอง   ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันเด็กไทยจำนวนมากกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและร่างกายอันเนื่องมาจากภัยจากการเดินทาง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางโดยการใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ  โดยคนไทยใช้มากที่สุดเมื่อเทียบกับพาหนะประเภทอื่น  ทั้งนี้จากสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทยพบว่า แต่ละปีคนไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนประมาณ 24,000 คน โดยพบว่าเกิดจากรถจักรยานยนต์มากถึงร้อยละ 80 และจากผลสำรวจของมูลนิธิไทยโรดส์ พบว่า คนไทยที่ขับขี่รถจักรยานยนต์มีอัตราการสวมหมวกนิรภัยเพียงร้อยละ 43 แต่เมื่อสำรวจลึกลงไปในกลุ่มเด็กพบว่า อัตราการสวมหมวกนิรภัยมีเพียงร้อยละ 7 เท่านั้น ส่งผลให้แต่ละปีมีเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตปีละ 1,155 คน หรือเฉลี่ยวันละ 3 คน โดยเหตุนี้เด็กจึงต้องการการพิทักษ์และดูแลเป็นพิเศษ

นพ.แท้จริง กล่าวต่อว่า ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องหาหน่วยงานที่เข้ามาดุแลเรื่องสิทธิ์การป้องกันความเสี่ยงในชีวิตของเด็กด้วยเพื่อให้มาตรการการลดอัตราการเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ในเด็กลดลง เพราะที่ผ่านมากรณีดังกล่าวยังถูกละเลยจากภาครัฐ  เนื่องจากไม่มีหน่วยที่เข้ามาดูแลและไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ โดยมูลนิธิจึงต้องการหารือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อพิจารณาว่าแนวทางดังกล่าวหน่วยงานใดควรจะรับไปดำเนินการ

นอกจากนี้ยังรวมถึงการคุ้มครองทางกฎหมายที่เหมาะสม  เพราะเพียงลำพังให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการกับเด็กที่ไม่สวมหมวกกันน็อคและให้เด็กตระหนักและหาทางป้องกันตนเองนั้นอาจจะไม่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้เท่าที่ควร ดังนั้นภาครัฐ ผู้ปกครองควรร่วมมือกันในการปกป้องคุ้มครองเด็กให้ได้รับความปลอดภัยมีชีวิตอยู่รอดและเติบโตอย่างมีสุขภาวะที่ดี และยังถือว่าเป็นการปลูกฝั่งวินัยจราจรให้แก่เด็กให้เคารพกฎหมายจราจร .

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%