อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 22 กรกฎาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 22 กรกฎาคม 2562

ไม่ใส่"กันน็อค"ให้ลูก = ละเมิดสิทธิ"เด็ก"

เวทีสาธารณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ผลักดันความปลอดภัยเด็กจากปัญหาอุบัติเหตุ จัดหมวกกันน็อกเป็นสวัสดิการที่รัฐต้องดูแล แล้วบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ใส่“กันน็อค”ให้ลูก = ละเมิดสิทธิ“เด็ก” ปี61 มีเด็กเสียชีวิตวันละ 10 คน อังคารที่ 18 มิถุนายน 2562 เวลา 08.49 น.

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2562 ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีการจัดเวทีสาธารณะเรื่องความปลอดภัยในการโดยสารรถจักรยานยนต์:สิทธิลูกหลานไทยที่ต้องคุ้มครอง โดยคณะทำงานด้านสิทธิผู้สูงอายุผู้พิการ เด็ก การศึกษาและการสาธารณสุขในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับจัดขึ้นโดยมีนางฉัตรสุดา  จันทร์ดียิ่ง  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  เป็นประธานโดยมีหน่วยงานองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐภาคเอกชนร่วมเวทีเพื่อหาแนวทางในการลดความสูญเสียในเด็กกับกรณีการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนซึ่งมีหลากหลายความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ที่จะได้นำไปขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดผลโดยเร็ว

นพ.แท้จริง  ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ  กล่าวว่า  ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนที่นับวันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นปัจจัยสำคัญเกิดจากความไม่ใส่ใจของพ่อแม่ผู้ปกครองโดยเฉพาะการนำบุตรหลานนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปโรงเรียนโดยไม่มีหมวกกันน็อกและสถาบันการศึกษาก็ไม่เข้มงวดขณะที่หากเจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับใช้กฎหมายก็จะถูกกระแสต่อต้านซึ่งจากสถิติปี 2561พบว่ามีเยาวชนไทยที่อายุต่ำกว่า20ปีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์สูงถึง3,918คน หรือเฉลี่ย10คนต่อวันจึงต้องการให้เวทีสาธารณะแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันในการขับเคลื่อนด้านกฎหมายที่จะมาแก้ไขปัญหานี้เพราะที่ผ่านมาการลดอุบัติเหตุเรายังไม่เคยใช้ช่องทางในเรื่องของสิทธิเด็กในการขับเคลื่อนต้องทำให้ต่อไปนี้หากเด็กที่โดยสารรถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกกันน็อกเป็นเรื่องใหม่และเป็นเรื่องที่ต้องมีคนรับผิดชอบ

ด้านนพ.อดิศักดิ์ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กล่าวว่าที่ผ่านมาปัญหาการไม่สวมหมวกกันน็อคในเด็กอาจจะมองว่าเป็นเรื่องของวิถีชีวิตพอเจ้าหน้าที่ตำรวจจับบังคับใช้กฎหมายก็ถูกมองว่ารังแกคนจนจากหลายๆเหตุทำให้ความปลอดภัยต่อตัวเด็กถูกละเลยเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก บ้านที่เลี้ยงเด็กทารกเรามองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องที่ให้เด็กกินนมข้นหวาน แต่กับเด็กที่นั่งซ้อนจักรยานยนต์เรากลับละเลยจากสถิติเราพบว่าเด็กเสียชีวิตจากการใช้รถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกกันน็อกเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 10ตายมากเป็นอันดับ2เด็กที่อายุเกิน10ปีตายมากเป็นอันดับ1

ขณะที่นายนิกร  จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประธานกรรมการมูลนิธิประชาปลอดภัย กล่าวว่า การแก้ปัญหาต้องดำเนินการคือรถจักรยานยนต์ต้องใส่หมวกกันน็อก100% การบังคับใช้กฎหมายต้องเข้มแข็งทำอย่างไรให้การสวมหมวกกันน็อคเป็นความจำเป็นพื้นฐาน รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเรื่องเรียนฟรี หนังสือฟรี นมโรงเรียนฟรี ต้องให้เด็กมีหมวกกันน็อคที่รัฐต้องจัดหาให้และเมื่อจัดให้ครบแล้วจึงมาบังคับใช้กฎหมายโดยใช้เรื่องของสิทธิเด็กเพราะการไม่สวมหมวกกันน็อกคือการทำให้เด็กอยู่ในภาวะที่ไม่ปลอดภัย ตนต้องการให้ทางกสม.รวบรวมมข้อมูลจากภาคีเครือข่ายทั้งหมดตั้งเรื่องเพื่อยื่นเสนอออกกฎหมายบังคับใช้โดยในฐานะส.ส.ก็พร้อมจะผลักดันในเรื่องนี้เต็มที่

นายนพดล  สันติภากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ  จำกัด เปิดเผยว่า  ประเทศไทยเป็นประเทศที่เกิดอุบัติเหตุมียอดเคลมประกันภัยจากอุบัติเหตุสูงที่สุดในโลก เป็นประเทศเดียวที่รับผิดชอบให้ต่อความสูญเสียจากอุบัติเหตุโดยกองทุนฯซึ่งให้การดูแลแม้แต่รถที่ไม่มีประกัน คนขับไม่มีใบขับขี่ คนขับเมาฯลฯในขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงอายุ คนเกิดน้อยและยังต้องมาเสียชีวิตพิการจากอุบัติเหตุอีก สถิติการตายจากอุบัติเหตุในปี2556 – 2559  เด็กอายุต่ำ15ปี ที่เสียชีวิต เกือบ 12%เป็นผู้ขับขี่ เมื่อรวมกับเด็กที่อายุต่ำกว่า18 ปีรวมเป็นสัดส่วนมากถึง 20% ทั้งนี้แนวโน้มในปัจจุบันตัวเลขดีขึ้นเหลือเลขหลักเดียวแต่ไม่ใช่เพราะเด็กปลอดภัยมากขึ้นแต่เป็นเพราะเด็กเกิดใหม่ลดลง นอกจากนี้จากสถิติพบว่าเด็กที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์40%เสียชีวิตอยู่ในเส้นทางใกล้บ้านในระยะ5 กิโลเมตร   ถามว่าขณะนี้มีนโยบายยุบรวมโรงเรียนเพราะเด็กเกิดน้อย  แล้วหากเด็กต้องเดินทางไกลขึ้นตัวเลขตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวล ดังนั้นการขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาต้องร่วมกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะแก้ที่การบังคับใช้กฎหมายการใช้วัฒนธรรมองค์กร ในบ้านในโรงเรียน ทั้งสังคม ให้ตระหนักถึงหน้าที่หน้าที่ที่ถูกละเลยเป็นการใช้สิทธิที่ละเมิดสิทธิผู้อื่นกำหนดแผนและแก้ไขปัญหาโดยทำอย่างต่อเนื่องเพราะข้อมูลที่น่าตกใจคือการสำรวจที่ผ่านมาพบว่าคนขับขี่รถจักรยานยนต์สวมหมวกกันน็อกลดลง ปัญหาทุกวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ขาดหมวก แต่ขาดคนใส่หมวก

นายมนตรี สินทวีชัย เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก กล่าวว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่าคนส่วนใหญ่ไม่ใส่หมวกกันน็อกเพราะคิดว่าเดินทางใกล้บ้านซึ่งตรงนี้ยังไม่เห็นการเก็บสถิติว่า เกิดเหตุใกล้บ้านหรือไกลบ้านมากกว่า เป็นปัญหาที่ “การป้องกัน”ไม่เพียงพอหรือเป็นปัญหาจากการเลือกใช้ยานพาหนะของเด็กเช่น หากพบว่าอุบัติเหตุเกิดมากใกล้บ้านเราจะเลือกการเดินทางแบบอื่นแทนจักรยานยนต์ได้หรือไม่ คนขี่จักรยานยนต์ในกรุงเทพฯใส่หมวกกันน็อกมากขณะที่ต่างจังหวัดไม่ค่อยใส่สิ่งที่ต้องต่อสู้ให้ได้คือเรื่องของความเคยชินหากประชาชนไม่ชินที่จะใส่ถึงแม้แจกหมวกหรือมีหมวกกันน็อกเขาก็จะยังไม่ใส่คิดว่าจะทำให้เกิดผลได้ต้องบังคับใช้กฎหมาย

ด้านน.ส.ทองพูล  บัวศรี ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน  กล่าวว่า  มีข้อมูลจากการทำงานที่ได้สัมผัสด้วยตนเองพบว่าเด็กที่อยู่ในแคมป์งานก่อสร้างต่างๆเกิดอุบัติเหตุมากในกลุ่มของเด็กแรกเกิด - 5 ขวบและส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างชาติผู้ใช้แรงงานและกลายมาเป็นเด็กที่ป่วยติดเตียง   ส่วนกลุ่มอายุ 13– 14 ปี ที่ใช้รถจักรยานยนต์ก็มีบ้าง  ขณะที่กลุ่มอายุ 15– 18 ปีจะเป็นกลุ่มที่พูดคุยให้ตระหนักถึงการใช้หมวกกันน็อกได้ยากที่สุดเพราะเป็นช่วงวัยรุ่นและเป็นกลุ่มที่เริ่มทำงานสามารถหาเลี้ยงตนเองได้แล้ว เวลาแนะนำอะไรก็จะพูดคุยยาก  แต่อย่างไรก็ตามรถจักรยานยนต์ที่กลุ่มเด็กต่างชาติเหล่านี้ใช้งานเป็นจักรยานยนต์ของคนไทยทำให้เมื่อเกิดเหตุขึ้นผู้ที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร

ทั้งนี้หลังจากการสัมมนาดังกล่าว นางฉัตรสุดาในฐานะกสม.กล่าวว่าจะนำข้อเสนอแนะที่ได้จากการเปิดเวทีสาธารณะครั้งนี้ไปสู่การยกร่างกฎหมายเพื่อให้สังคมตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถจักรยานยนต์ที่กระทบต่อสิทธิเด็กโดยจะมีการพูดคุยลงรายละเอียดกับหน่วยงานต่างๆในโอกาสต่อไป

ปัญหาความปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางท้องถนนที่ส่งผลกระทบต่อความสูญเสียมหาศาลของประเทศนั้นหนึ่งในความสูญเสียที่จะละเลยไม่ได้คือเด็กที่ได้รับผลกระทบซึ่งส่งผลต่อการขาดบุคคลากรที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคตจึงนับเป็นการเริ่มต้นที่จะเดินหน้าในเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที.

ทีมข่าวกทม./ รายงาน


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 40