อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 1 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 1 เมษายน 2563

ตายผ่อนส่ง!ชงรัฐจริงจังแก้'ฝุ่นพิษ' จี้เร่งสกัดแหล่งกำเนิด

เปิดเวทีเสวนา...ระดมนักวิชาการระดับหัวกะทิ ชง "รัฐบาล" จริงจังแก้ปัญหา "ฝุ่นพิษ" อย่าปล่อยไฟไหม้ฟาง แนะเร่งศึกษาการวางผังเมืองใหม่ ควบคู่ไปพร้อมกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และสกัดแหล่งกำเนิด PM2.5 พุธที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.30 น.


“ฝุ่นพิษ” หรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ประเทศไทยประสบปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่ปลายปี 62 ไม่เพียงแต่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ยังรวมทั้งอีกหลายจังหวัดที่ปัญหานี้กวนใจและทำลายสุขภาพประชาชน เนื่องจากมีผลในการดำเนินชีวิตประจำวัน ยิ่งช่วงฝุ่นพิษรุนแรง หลายฝ่ายพยายามหาหนทางแก้ไขปัญหา ซึ่งบางครึ่งอาจตรงจุดบ้าง



แต่ก็มีหลายครั้งที่ไม่ตรงจุด แม้ขณะนี้สถานการณ์จะค่อย ๆ ทุเลาเบาบางลง เนื่องจากมีสภาพอากาศเป็นตัวกำหนด “ฝุ่นพิษ” จะน้อยหรือมาก อย่างไรก็ตาม “รัฐบาล” ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรออกมายับยั้งหรือหาวิธีป้องกันแก้ไขในระยะยาวให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น อย่าปล่อยให้เหมือนไฟไหม้ฟางเหมือนเช่นหลายเรื่องที่ผ่านมา



ทาง “สภาวิศกร” ได้ช่วยหาทางออก โดยจับมือกับ 5 หน่วยงาน ได้แก่ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) สมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทยสมาคม นักเรียนทุนรัฐบาลไทย และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) จัดงานเสวนา “รวมพลังปัญญา แก้ปัญหาฝุ่นพิษ” โดยระดมสมองนักวิชาการระดับแนวหน้าของเมืองไทยทั้งภาครัฐและมหาวิทยาลัยชั้นนำ มาร่วมเวทีฝ่าวิกฤติฝุ่นพิษ ที่กระทบต่อเศรษฐกิจและสุขภาพปอดของคนไทย



ทั้งนี้ แต่ละคนได้นำเสนอสถานการณ์ “ฝุ่นพิษ” ในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและหลายจังหวัด โดยส่วนใหญ่ต่างเห็นไปในทางเดียวกันว่า การแก้ปัญหาฝุ่นให้ได้ผลที่สุดคือ “ต้องลดต้นกำเนิดของฝุ่น” ทั้งที่มาจากควันดำของรถยนต์เก่าไม่ได้มาตรฐาน หรือการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้เผาผลาญเครื่องยนต์ไม่สมบูรณ์ รวมทั้งการเผาในที่โล่งแจ้งของเกษตรกร และการเผาป่า บนเวทีเสวนาจึงเสนอให้ “รัฐบาล” เห็นควรยกระดับมาตรฐานฝุ่นเหมือนเช่นในต่างประเทศคือ 25 มคก./ลบ.ม . (วัดเฉลี่ย 24 ชม.) ให้ถือว่าเข้าขั้นวิกฤติ แต่ในปัจจุบันประเทศไทยยังคงวัดค่าเฉลี่ยฝุ่นอยู่ที่ 50 มคก./ลบ.ม.



ดังนั้นภาครัฐต้องแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดถึงต้นตอ โดยภายในปี 64 เห็นควรนำรถยนต์ขนาดเล็กที่เป็นเครื่องยนต์ยูโร 5 มาใช้ในประเทศไทย เพื่อช่วยลดปริมาณรถรุ่นเก่า จากทั้งรถในระบบขนส่งมวลชน รถบรรทุก และรถยนต์ส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนให้มีรถยนต์ปลอดควันดำวิ่งบนท้องถนน ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ดีเซลเป็นการใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานไฟฟ้า รวมทั้งส่งเสริมวิถีเกษตรปลอดการเผา ต่อยอกการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหลือทิ้งในภาคการเกษตร



ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาแม้ภาครัฐจะดำเนินมาตรการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจากการเก็บข้อมูลนานกว่า 2 เดือน ในช่วงเดือน ธ.ค.62-ม.ค. 63 พบว่ามีค่าฝุ่นสูงสุดอยู่ในพื้นที่ “เขตลาดกระบัง, เขตบางซื่อ และเขตบางกอกน้อย” ดังนั้นปัญหาของประเทศไทยต้องมีมาตรฐานในการวางผังเมืองและต้องลงลึกไปที่ระดับเขต

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกร กล่าวว่า อย่าลืมว่าฝุ่นอยู่กับเราทุกวัน ไม่ใช่ฝนมา ปัญหาฝุ่นก็หายไป ต้องเริ่มต้นจากประชาชนที่ควรมองว่าปัญหาฝุ่นมีความร้ายแรง ส่วนภาครัฐควรมองว่าปัญหาฝุ่นร้ายเทียบเท่าภัยพิบัติอื่น ที่ทำให้คนเสียชีวิตได้ ซึ่งหลังจบการเสวนาทุกฝ่ายจะนำแนวคิดต่าง ๆ ไปประมวลเพื่อร่างเป็นนโยบายสาธารณะเสนอต่อรัฐบาล



หลัก ๆ คือแนะนำให้ลงทุนกับการพัฒนานวัตกรรมแก้ปัญหาฝุ่น ควบคู่ไปพร้อมกับการให้ความรู้แก่เกษตรกร ช่วยเพิ่มมูลค่า และลดปัญหาการเผาทำลาย นำเทคโนโลยีมาใช้ ที่สำคัญควรใส่ใจด้านการวางระบบผังเมืองใหม่ เน้นเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้คนเมือง รวมทั้งแสดงข้อมูลค่าฝุ่นที่ถูกต้องให้ประชาชนได้ทราบ โดยอาจขึ้นผ่านจอแอลอีดีแบบเรียลไทม์ทั่วทั้งกรุงเทพฯ เพื่อให้คนรับรู้และตื่นตัวในการป้องกัน หมั่นดูแลสุขภาพ จะได้ไม่ตายผ่อนเพราะสูดฝุ่นพิษเข้าร่างกาย.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 33