อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563

ส่องปัญหา'เด็กกทม.'เรียน'4on'ที่บ้าน ติววิชาก่อนเปิดเทอม

"ทีมข่าวชุมชนเมือง-เดลินิวส์" ลงพื้นที่เกาะติดรูปแบบการเรียน 4 On ของโรงเรียนในสังกัด กทม. พบปัญหาและอุปสรรคเรื่องอุปกรณ์ จึงแก้ไขด้วยวิธีการส่งครูไปดูแลถึงที่บ้าน เน้นทำแบบฝึกหัด ทบทวนเนื้อหาการเรียน ก่อนเปิดภาคเทอมในวันที่ 1 ก.ค.นี้ จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563 เวลา 14.15 น.


จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายหน่วยงาน รวมทั้งหลายบริษัทต้องวางมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค โดยมีการเว้นระยะห่างในที่ทำงาน หรืออนุญาตให้ทำงานที่บ้านได้ (Work From Home) และประชุมผ่านทางระบบออนไลน์ ไม่เว้นแม้แต่ใน "สถานศึกษา" สถานที่มีคนรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้สั่งให้เลื่อนกำหนดการเปิดภาคเรียนออกไปจากเดิมวันที่ 18 พ.ค. เป็นวันที่ 1 ก.ค.นี้แทนเพื่อให้โรงเรียนต่างๆ เตรียมความพร้อมในมาตรการรับมือป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 



ในส่วนโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ได้ยึดแนวทางการเปิดภาคเรียนตามกระทรวงศึกษาธิการกำหนด แต่ในช่วงระหว่างก่อนเปิดภาคเรียน เพื่อให้เด็กได้ทบทวนความรู้ที่เรียนมา ทางสำนักการศึกษา กทม. จึงวางแนวทางเพิ่มพูนความรู้ให้กับนักเรียนในโรงเรียนทั้ง 437 แห่ง ภายใต้การเรียนใน 4 รูปแบบ ได้แก่ 1.Online โดยการสอนสดผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งครูสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนได้ 2.On air โดยใช้สื่อ DL TV ภายใต้คำแนะนำและการติดตามดูแลของครู 3.On hand โดยการจัดส่งเอกสารต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน เช่น คู่มือการเรียนรู้ด้วยตนเอง หนังสือเรียน ใบงาน แบบฝึกหัด เป็นต้น โดยครูจะจัดทำให้เข้าใจง่าย มีคู่มือแนะนำว่าผู้เรียนและผู้ปดรองต้องทำอะไรบ้าง และ 4. On site จัดกลุ่มผู้เรียนขนาดเล็กที่โรงเรียน โดยเริ่มทดลองออกอากาศเมื่อวันที่ 18 พ.ค. ซึ่งปัญหาอุปสรรคที่พบเด็กนักเรียนหลายคนไม่สามารถเรียนแบบออนไลน์ หรือเรียนผ่านสื่อโทรทัศน์ DL TV ได้ เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์พวกแท็ปเล็ตหรือโทรศัพท์มือถือ



นายเกรียงยศ สุดลาภา รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงกล่าวว่า ผู้ปกครองนักเรียนไม่ต้องมีความวิตกกังวล หากไม่มีอุปกรณ์ใช้สำหรับการเรียนรู้ ตามแนวทางการเรียนการสอน 4 รูปแบบของ กทม. ซึ่งขณะนี้ได้จัดเตรียมความพร้อมด้านการเรียนการสอนไว้หมดแล้ว ไม่ต้องไปกู้ยืมเงินมาจัดซื้ออุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นมือถือหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ หากรายใดไม่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์ "ทางโรงเรียนจะส่งครูไปดูแลถึงที่บ้าน" ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ On hand และยังสามารถนัดนักเรียนมาติวที่โรงเรียนในกลุ่มขนาดย่อยได้ตามแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบ On site โดยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค อาทิ การตั้งจุดคัดกรองวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าโรงเรียน นักเรียนทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัย และมีหน้ากากอนามัยสำรองคนละ 1 ชิ้น รวมทั้งใช้มาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างเคร่งครัด



"ทีมข่าวชุมชนเมือง-เดลินิวส์" ลงพื้นที่เกาะติดรูปแบบการเรียนดังกล่าว โดยติดตาม นายเกรียงยศ นำคณะครูโรงเรียนวัดมหรรณพาราม ในพระราชูปถัมภ์ฯ เขตพระนคร ไปตรวจเยี่ยมบ้านของนักเรียน หลังได้เริ่มทดลองเรียนตามแนวทางที่สำนักการศึกษา กทม.ให้ พร้อมนำหนังสือเรียนไปมอบให้กับเด็กนักเรียนด้วย 

โดย "น้องแป้ง-ด.ญ.ธัญธิกา แก้วประกายแสงกูล" ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดมหรรณพาราม ในพระราชูปถัมภ์ฯ กล่าวว่า ตนเลือกทบทวนวิชาเรียนในรูปแบบดูผ่านสื่อโทรทัศน์ DL TV โดยคุณครูจัดตารางเรียนให้ นั่งดูตั้งแต่เวลา 08.30-12.30 น. จากนั้นช่วงบ่ายทำแบบฝึกหัดที่ครูมอบให้มา ซึ่งตรงกับวิชาเรียนไปในตอนเช้า ส่วนตัวชอบการเรียนที่บ้านมากกว่า เพราะนั่งเรียนคนเดียว ทำให้มีสมาธิมากขึ้น แต่ไม่ชอบตรงที่หากมีข้อสงสัยไม่สามารถถามครูได้ทันที ต้องรอให้คุณครูมาหาที่บ้าน หรือรอวันที่ส่งแบบฝึกหัดจึงจะถามคุณครูได้ 



ในขณะที่ "ผู้ปกครองน้องแป้ง" แสดงความเห็น หากเรียนในรูปแบบนี้ระยะยาวคงไม่เหมาะ เพราะช่วงเวลากลางวันไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองคอยดูแล ไม่มีทางรู้เลยว่าลูกหลานได้เรียนจริงหรือไม่ และต้องคอยตรวจแบบฝึกหัดให้ จึงคิดว่าเรียนที่โรงเรียนน่าจะดีกว่า ทำให้เด็กมีความตั้งใจมากกว่า หรือหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามคุณครูได้ทันที แต่เนื่องจากในช่วงเวลานี้ยังคงมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การเรียนในรูปแบบนี้ก็ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ รอเปิดภาคเรียน


ด้าน "ครูติ๊ก-น.ส.สุธินี ขุนหาญ" ครูโรงเรียนวัดมหรรณพาราม ในพระราชูปถัมภ์ฯ กล่าวว่า หลังการเปิดภาคเรียนเลื่อนออกไป ทางโรงเรียนได้มอบหมายให้ครูแต่ละวิชาสำรวจเด็กนักเรียนในห้องว่าสามารถเรียนแนวทางใดใน 4 รูปแบบได้ ซึ่งตนสอนวิชาภาษาไทย ชั้น ป.1 ได้สำรวจเด็กนักเรียนและตั้งกลุ่มไลน์ผู้ปกครองขึ้นเพื่อสอบถามว่าเด็กคนไหนสะดวกเรียนแบบไหนในช่วงเวลาที่กำหนด จากนั้นนำไปคิดแผนการสอน ในวิชาเรียนของตนมีเด็กเรียนทั้ง 4 รูปแบบ แต่ทุกคนจะได้รับแบบฝึกหัดชุดเดียวกัน

ตนจะนัดผู้ปกครองนำแบบฝึกหัดมาส่งทุกสัปดาห์ พร้อมรับแบบฝึกหัดชุดใหม่ แต่หากผู้ปกครองท่านใดไม่สะดวกมารับและบ้านใกล้โรงเรียน ครูก็จะนำแบบฝึกหัดไปให้ เพื่อจะได้พูดคุยกับเด็กนักเรียนด้วย ทั้งนี้ช่วงเช้าในแต่ละวันจะส่งไลน์กลุ่มแจ้งเตือนว่าวันนี้เด็กๆต้องเรียนเรื่องอะไร ใช้บทเรียนในหนังสือเล่มไหน ทำแบบฝึกหัดชุดไหน พอตกตอนเย็นก็สอบถามอีกครั้งว่าทำเสร็จเรียบร้อยหรือไม่ มีปัญหาอะไรไม่เข้าใจอย่างไร ส่วนผู้ปกครองที่ไม่มีไลน์ก็จะใช้วิธีโทรศัพท์เพื่อบอกข้อมูลโดยตรง



ครูติ๊ก กล่าวเพิ่มเติมว่า การเรียนออนไลน์เป็นเหมือนการปูแนวทางให้เด็กไปก่อนเปิดภาคเรียน เด็กจะได้มีความเข้าใจมากขึ้น เป็นการเรียนการสอนแบบไม่มีนับคะแนนหรือนับเกรดแต่อย่างใด แบบฝึกหัดที่ให้เพื่อทบทวนความรู้ในสิ่งที่เรียนมาแล้ว เช่น เด็กจะขึ้นป.1 ตารางเรียนและแบบฝึกหัดที่ให้ เป็นการทบทวนบทเรียนในชั้นอนุบาล ที่ให้ฝึกคัดลายมือ คัดตัวหนังสือ เมื่อเปิดเทอมขึ้นป.1 จะได้เขียนได้ หรือเด็กที่กำลังจะขึ้นชั้น ป.6 แบบฝึกหัดและตารางเรียนจะเป็นการทบทวนซ้ำในสิ่งที่เคยเรียนผ่านมาในชั้น ป.5 เหมือนเป็นการช่วยปูพื้นฐานให้นักเรียนก่อนจะไปเรียนจริงในช่วงเปิดเทอม 

"ปัญหาและอุปสรรคที่พบสำหรับการเรียนแบบออนไลน์คือ การใช้โปรแกรมที่ยังไม่คล่อง ทั้งตัวเองและนักเรียน ซึ่งก่อนจะมีการสอนจริงได้ทดสอบเรื่องโปรแกรมและสัญญาณเน็ตกับนักเรียนก่อน คนไหนที่เรียนแบบ On site จะนัดมาที่โรงเรียนตามเวลาเรียนปกติ โดยเปิดสอนแบบจัดที่นั่งเว้นระยะห่าง ครูและนักเรียนต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน"
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 40