อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 ตุลาคม 2563

ยกซากรถย่านหลักสี่เพิ่ม กำชับเทศกิจกวดขันต่อเนื่อง

เขตหลักสี่ลงพื้นที่ยกซากรถยนต์ที่จอดทิ้งในซอยแจ้งวัฒนะ 10 และถนนกำแพงเพชร 6 โดยรองผู้ว่าฯ กทม. กำชับกวดขันดูแลอย่างต่อเนื่อง ศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563 เวลา 16.10 น.


เมื่อวันที่ 25 ก.ย. นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังตรวจการจัดเก็บซากรถยนต์ ที่จอดทิ้งในที่หรือทางสาธารณะในพื้นที่เขตหลักสี่ ว่า วันนี้กรุงเทพมหานคร โดยสำนักเทศกิจ สำนักงานเขตหลักสี่ กองโรงงานช่างกล สำนักการคลัง กทม. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ร่วมกันเคลื่อนย้ายซากรถยนต์ภายในซอยแจ้งวัฒนะ 10 จำนวน 2 คัน และถนนกำแพงเพชร 6 จำนวน 1 คัน รวม 3 คัน ซึ่งเขตฯ ได้ตรวจสอบติดตามเจ้าของรถ และตรวจสอบผู้ครอบครองรถจากฐานข้อมูล กรมการขนส่งทางบกแล้วไม่พบเจ้าของ และได้ทำการประสานกับ สน.ทุ่งสองห้อง ว่า เป็นรถที่เกี่ยวข้องในคดีหรือไม่ ซึ่งได้รับคำยืนยันว่าไม่ใช่รถในคดี



เขตฯ จึงติดประกาศสำนักงานเขตหลักสี่ให้เคลื่อนย้ายซากรถยนต์ภายใน 15 วัน ซึ่งเกินกำหนดแล้ว จึงได้ประสานรถยกจากกองโรงงานช่างกล เพื่อนำซากรถยนต์ไปเก็บ ณ สถานที่เก็บของกลาง (โรงกำจัดขยะอ่อนนุช เขตประเวศ) เพื่อรอเจ้าของมารับคืนหรือขายทอดตลาดแล้วแต่กรณี พร้อมทั้งลงบันทึกประจำวันที่ สน.ทุ่งสองห้อง ไว้เป็นหลักฐาน สำหรับจำนวนซากรถที่แต่ละสำนักงานเขตสำรวจ รวมทั้งที่ประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามา มีจำนวนรวม 627 คัน เคลื่อนย้ายแล้ว จำนวน 495 คัน แบ่งเป็นเจ้าของเคลื่อนย้ายเอง จำนวน 473 คัน และเขตเคลื่อนย้าย จำนวน 22 คัน คงเหลืออีก 132 คัน โดยจะทยอยเคลื่อนย้ายในส่วนที่เหลือต่อไป



รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า กทม. ต้องขอความร่วมมือเจ้าของรถที่จอดกีดขวางการจราจรภายในซอยที่ยังไม่เป็นซากรถ ขอให้เคลื่อนย้ายออกจากที่สาธารณะ เนื่องจากปัญหาซากรถที่จอดในที่สาธารณะนอกจากจะกีดขวางการจราจรแล้ว ยังเป็นเรื่องของความปลอดภัย เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย และยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคอีกด้วย นอกจากนี้ มีข้อสังเกตจากกรณีที่เจ้าของรถเคลื่อนย้ายเอง จำนวนกว่า 400 คัน มั่นใจว่าบางส่วนเป็นเพียงการเคลื่อนย้ายเพื่อเปลี่ยนจุดจอดเท่านั้น จึงได้กำชับเจ้าหน้าที่เทศกิจ รวมทั้งสน.ท้องที่ให้ร่วมกันกวดขันดูแลอย่างต่อเนื่อง.

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 77