อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2564

ธรรมะคือคุณากร

จันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2555 เวลา 00.00 น.

โลกในยุคที่มีการแข่งขันกันมาก ความเจริญทางวัตถุและเทคโนโลยีมีมาก วิทยาการก้าวไกลจนหลายคนตามไม่ทัน เครื่องจักรกลทำให้คนตกงาน หนี้สาธารณะทำให้ประเทศจนลง เงินเฟ้อ ของแพง คนว่างงาน วิถีชีวิตไม่เหมือนเดิม ขณะเดียวกันภัยจากอะไรต่ออะไรหลายอย่างก็เข้ามาคุกคามโลกมากขึ้น โดยเฉพาะภัยจากความกลัว กลัวโรคระบาดแปลก ๆ กลัวภัยธรรมชาติ กลัวการก่อการร้ายข้ามชาติ กลัวอุกกาบาตยักษ์จะชนโลก กลัวระเบิดนิวเคลียร์ กลัวโลกาจะวินาศสันตะโร
   
ที่จริงสภาพอย่างนี้มีมาตลอดตั้งแต่โบราณ เพราะอย่างนี้เองจึงเกิดลัทธิความเชื่อ เกิดพระเจ้า เกิดศาสนา เกิดการแสวงหาความหลุดพ้น รวมความแล้วคือเกิดความต้องการที่พึ่งทางใจ เมื่อปรากฏการณ์หลายอย่างอธิบายไม่ได้ ป้องกันไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ ก็ต้องหาอะไรเป็นหลักยึด ยึดดีก็ไปถูกทาง ยึดไม่ดียิ่งถลำจมลึกลงไป ไม่หลุดไม่พ้น กลับจะยิ่งทุกข์หนักกว่าเดิม
   
สภาพเช่นนี้ยังพบเห็นได้ทั่วไปในยุโรปและอเมริกาในสมัยนี้ อาชีพนักเทศน์ นักแนะแนวซึ่งหมายถึงแนะการแก้ปัญหาชีวิต ไม่ใช่ที่ปรึกษาการเงินหรือการลงทุนทางธุรกิจ อาชีพจิตแพทย์จึงเฟื่องฟูมาก ลูกค้าเข้าแถวรอใช้บริการชนิดต้องนัดกันล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ ๆ ค่าบริการก็แพง ส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจ แม่บ้าน พนักงานบริษัท พวกอกหักรักคุดหัวใจสลาย ผัวตายในสงคราม ลูกชายติดยา ลูกสาวท้องไม่มีพ่อ ตัวเองมีอาการซึมเศร้า วาเลนไทน์ คริสต์มาสก็อยู่เดียวดายไม่มีใครส่งการ์ดมาอวยพร ไม่มีโทรศัพท์ทางไกลมาถึง ไม่มีใครมาเยี่ยม พอเช้าก็แต่งตัวไปเข้าแถวรอเข้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้พนักงานขายเครื่องสำอางแต่งหน้าฟรี ๆ บ่ายก็ไปนั่งกอดกระเป๋าจับเจ่าในสวนสาธารณะ ดูฝูงนกพิราบ ดูเด็กเล่นกับสุนัข บางคนตีตั๋วนอนดูหนังชนิดไม่ยอมลุกไปไหนตั้งครึ่งค่อนวัน สิ้นเดือนก็ไปรับเงินประกันสังคม
   
คนอย่างนี้อย่าคิดว่ามีไม่มาก แม้แต่หนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็มี ช่วงผมไปยุโรปและอเมริกาเมื่อปลายเดือนที่แล้ว รู้สึกผิดสังเกตว่าคนประเภทนี้มีมากขึ้นตามสวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า วันอาทิตย์เช้าผมตื่นมาเปิดโทรทัศน์ดูนึกว่าจะเห็นรายการแบบจักร ๆ วงศ์ ๆ แก้วหน้าม้า ขวานฟ้าหน้าดำอย่างของเรา ก็พบแต่รายการการ์ตูนสำหรับเด็กสลับกับการถ่ายทอดรายการธรรมะของฝรั่ง เจ้าสำนักแต่ละคนเช่าฮอลล์ใหญ่ขนาดเมืองทองหรือสนามศุภฯ บรรยายธรรมแข่งขันกันเลยทีเดียว รายการอย่างนี้มีเกือบทุกช่องและถ่ายทอดมาจากที่ต่าง ๆ แทบทุกเมืองใหญ่ ๆ ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ผู้บรรยายธรรมจะไม่ใช่บาทหลวง เป็นพวกสาธุชน นักเทศน์ พูดแบบไทยก็คือเป็นอุบาสกอุบาสิกานักบรรยายธรรม หรือมหาลาพรตสึกมาหากินทางนี้
   
นักเทศน์พวกนี้มีศิลปะในการบรรยายอย่างน่าพิศวง ไม่ว่าน้ำเสียงซึ่งดัง กังวาน สำเนียงซึ่งชัดเจน ฝรั่งฟังได้ กะเหรี่ยงฟังออกไม่งึมงำ ๆ ในลำคอ ภาษาไพเราะสละสลวย ลีลาท่าทางไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง โปรยยิ้ม หัวเราะ กวาดสายตา ชี้นิ้ว ทำมือทำไม้ดูเป็นมืออาชีพไปหมดเพราะต้องพูดให้คนเป็นหมื่นฟังเป็นชั่วโมง หลายเวทีคนฟังต้องซื้อตั๋วเข้าไปฟัง บางรายการมีร้องเพลงและคอนเสิร์ตสลับฉากด้วย
   
นายกฯ ทักษิณเคยเล่าว่าสมัยท่านเรียนอยู่เมืองนอกก็ชอบซื้อตั๋วเข้าไปฟังนักเทศน์พวกนี้ เพราะแม้เนื้อหา 1 ใน 3 จะสรรเสริญโมทนาคุณพระเจ้า แต่อีก 2 ใน 3 ที่เหลือจะแนะทางออกชีวิตต่าง ๆ แก่ผู้ผิดหวัง คนป่วย คนล้มเหลวทางธุรกิจ คนท้อถอยในการเรียน คนไร้ที่พึ่ง พวกซึมเศร้าเหงาหงอย บางทีก็แนะอาชีพ แนะวิธีทำงาน หรือวิธีคิดอย่างเป็นระบบไม่มีไสยศาสตร์มาปน นักเทศน์พวกนี้มีวาทศิลป์ดี มีคำพูดที่หนักแน่นวาจาเป็นสุภาษิตในยามต้องการความจริงจัง มีเกร็ดน่ารู้ขำขันเรียกเสียงฮาในยามที่คนฟังเริ่มตาปรอย บางตอนเล่นเอาคนฟังเป็นหมื่นเป็นแสนลุกขึ้นมากรี๊ดปรบมือ โบกไม้โบกมือเล่นเวฟพร้อม ๆ กันราวกับคอนเสิร์ตแบบเบิร์ด ๆ ตอนเบิร์ดถามว่า “รักพี่เบิร์ดไหม” “ขอเสียงหน่อย”
   
ฝรั่งไปวัดเฉพาะวันอาทิตย์ โบสถ์ฝรั่งเองก็ไม่ใหญ่โตนักยกเว้นประเภทมหาวิหารอายุ 200-300 ปี กิจกรรมในโบสถ์ก็เป็นเรื่องของบาทหลวง ซึ่งมีพิธีรีตองเป็นเครื่องบังคับ เขาจึงพยายามยกวัดออกมาไว้นอกโบสถ์เปิดหอประชุมบรรเลงให้รู้แล้วรู้รอด แล้วใช้นักเทศน์ซึ่งไม่ผูกติดกับพิธีกรรมเข้ามาแทน เนื้อหาก็ปรับให้เป็นปัจจุบันเข้ากับทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคของปีนี้ปีหน้า คำว่า “ไบเบิล” “พระเจ้า” “สวรรค์” “นรก” “ซาตาน” นั้นจะใช้ด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ฟังดูย้อนยุคเป็นละครพีเรียดเกินไป วัยรุ่นไม่ชอบ!
   
มิน่า! เขาถึงทำได้กินใจและกุมใจตั้งแต่เด็กวัยรุ่น คนหนุ่มสาว ปัญญาชนไปจนถึงพลเมืองอาวุโส พระของเรา นักแสดงธรรมของเราที่เข้าขั้นทำนองนี้ก็มีอยู่ไม่น้อย ปรับกระบวนการและเนื้อหาอีกนิดให้เข้ากับยุคผมว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้สังคมได้ดีทีเดียว ไม่ใช่เพื่อแย่งคนมาเป็นชาวพุทธแต่เพื่อพหุชนะหิตายะ พหุชนะสุขายะ ทำประโยชน์และสร้างความสุขเกื้อกูลชนทั้งหลาย
   
เพราะที่พึ่งอื่นใดในวันนี้เห็นจะพึ่งได้ยากเต็มทีแล้วล่ะครับ.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 0