อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 23 ตุลาคม 2560
เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 23 ตุลาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

คดีปกครองที่น่าสนใจและเป็นบรรทัดฐานและวางหลักกฎหมายในการปฏิบัติราชการที่ดี

พฤหัสบดีที่ 12 กันยายน 2556 เวลา 06.00 น.

คดีพิพาทเกี่ยวกับวินัย

การที่ผู้บังคับบัญชาปฏิเสธไม่รับหลักฐานใบรับรองแพทย์ประกอบการลาป่วย เนื่องจากเห็นว่าใบรับรองแพทย์นั้นขาดความน่าเชื่อถือ ก็ชอบที่จะสั่งให้ใช้ใบรับรองแพทย์ ที่ผู้บังคับบัญชาเห็นชอบแทนหรือสั่งให้ไปรับการตรวจจากแพทย์ของทางราชการ แต่การมีคำสั่งไม่อนุญาตการลาป่วยโดยไม่ได้พิจารณาดำเนินการไปตามที่ข้อ ๑๗ ของระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้กำหนดไว้ ถือเป็นใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ สำหรับการลากิจส่วนตัวแม้ผู้ยื่นใบลากิจจะไม่ได้รับอนุญาตก่อนหยุดราชการตามหลักเกณฑ์ที่ข้อ ๑๙ วรรคหนึ่ง ได้กำหนดไว้ แต่เมื่อได้พยายามดำเนินการตามระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการดังกล่าว พร้อมทั้งได้จัดส่งใบลาพร้อมระบุเหตุผลและความจำเป็นไว้เรียบร้อยแล้วจึงหยุดราชการ กรณีจะถือว่าผู้ฟ้องคดีละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรไม่ได้ การมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ลากิจจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบเช่นกัน

ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการครูได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ (ผู้อำนวยการสถานศึกษา) มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีลาป่วยระหว่างวันที่ ๑๑ ถึง ๑๔ มกราคม ๒๕๔๘ รวม ๔ วัน เนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่นำใบรับรองแพทย์ของรัฐมาแสดงประกอบใบลาป่วยตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ร้องขอ และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีลากิจส่วนตัวระหว่างวันที่ ๑๘ ถึง ๑๙ มกราคม ๒๕๔๘ รวม ๒ วัน เนื่องจากผู้ฟ้องคดีหยุดงานไปก่อนได้รับอนุญาตและไม่ทราบความจำเป็นในการลากิจส่วนตัว จึงเห็นว่าผู้ฟ้องคดีขาดราชการในวันดังกล่าว

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ (ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา) เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีหยุดราชการไปโดยผู้บังคับบัญชาไม่ได้อนุญาตเป็นการขาดราชการอันเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงตามมาตรา ๘๕ วรรคหนึ่ง และตามมาตรา ๘๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ พิจารณาลงโทษผู้ฟ้องคดีตามอำนาจหน้าที่ และให้เรียกเงินเดือนที่จ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดีในวันที่ขาดราชการคืน

ผู้ฟ้องคดีได้ร้องทุกข์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีมติให้ยกคำร้องทุกข์ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีขาดราชการจำนวน ๖ วัน จึงต้องถูกเรียกเงินคืน และไม่มีสิทธิได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนมติดังกล่าว

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นใบลาป่วยพร้อมทั้งแนบใบรับรองแพทย์ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและหนังสือรับรองการป่วยซึ่งออกโดยหัวหน้าสถานีอนามัยเป็นหลักฐานประกอบใบลาป่วยให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ในวันแรกที่กลับมาปฏิบัติราชการ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ปฏิเสธไม่รับเอกสารประกอบการลาป่วยดังกล่าว เนื่องจากไม่ใช่ใบรับรองแพทย์ของโรงพยาบาลของรัฐนั้น ข้อ ๑๗ ของระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้กำหนดเป็นสาระสำคัญว่า ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาป่วยเพื่อรักษาตัว ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาตก่อนหรือในวันลา เว้นแต่ในกรณีจำเป็นจะเสนอหรือจัดส่งใบลาในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการก็ได้ และการลาป่วยไม่ถึง ๓๐ วัน ไม่ว่าจะเป็นการลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งติดต่อกัน ถ้าผู้มีอำนาจอนุญาตเห็นสมควรจะสั่งให้มีใบรับรองแพทย์ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมประกอบใบลา หรือสั่งให้ผู้ลาไปรับการตรวจจากแพทย์ของทางราชการเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตก็ได้

เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นต้นและเป็นผู้มีอำนาจอนุญาตการลาเห็นว่าใบรับรองแพทย์ที่ผู้ฟ้องคดีนำมายื่นนั้นขาดความน่าเชื่อถือก็ชอบที่จะสั่งให้ผู้ฟ้องคดีใช้ใบรับรองแพทย์ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เห็นชอบแทน หรือสั่งให้ผู้ฟ้องคดีไปรับการตรวจจากแพทย์ของทางราชการเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตตามระเบียบได้

ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ยื่นใบลาป่วยพร้อมทั้งหลักฐานการรับรองการป่วยถึง ๒ ฉบับ ๒ สถานที่ แสดงว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ป่วยจริงและไม่ปรากฏว่าใบรับรองแพทย์ที่ผู้ฟ้องคดีนำมายื่นประกอบการลาป่วยเป็นเท็จ การดำเนินการของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นไปโดยชอบด้วยข้อ ๑๗ ของระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๕ กรณีจะถือว่าผู้ฟ้องคดีละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรไม่ได้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ปฏิเสธไม่รับหลักฐานใบรับรองแพทย์และมีคำสั่งไม่อนุญาตการลาป่วยของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ

สำหรับกรณีการลากิจส่วนตัวนั้นเมื่อในวันที่จะทำการลากิจผู้ฟ้องคดีได้อยู่รอแต่ไม่พบผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ จึงได้ฝากใบลากิจไว้กับนาย บ. โดยระบุเหตุผลว่ามีความจำเป็นต้องไปสถานีตำรวจเนื่องจากบุตรชายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวไป จึงไม่ได้รอรับการอนุญาตจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ก่อนหยุดราชการนั้น ข้อ ๑๙ วรรคหนึ่ง ของระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้กำหนดเป็นสาระสำคัญว่า ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลากิจส่วนตัวจะหยุดราชการได้เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว เว้นแต่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถรอรับอนุญาตได้ทัน จะเสนอหรือจัดส่งใบลาพร้อมด้วยระบุเหตุจำเป็นไว้แล้วหยุดราชการไปก่อนก็ได้ แต่จะต้องชี้แจงเหตุผลให้ผู้มีอำนาจอนุญาตทราบโดยเร็ว

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นาย บ. ได้ส่งใบลากิจส่วนตัวของผู้ฟ้องคดีพร้อมทั้งได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลากิจส่วนตัวให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ทราบแล้ว ทั้งยังปรากฏว่าคณะครูรวมทั้งกรรมการโรงเรียนต่างก็รู้ถึงเหตุผลของผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีได้ยื่นหนังสือรับรองการติดต่อราชการของสถานีตำรวจประกอบเหตุผลในการลากิจส่วนตัวด้วย กรณีจึงเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีได้พยายามดำเนินการโดยชอบด้วยข้อ ๑๙ วรรคหนึ่ง ของระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๕ แล้ว  ดังนั้น จะถือว่าผู้ฟ้องคดีละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรไม่ได้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีลากิจส่วนตัว จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบเช่นกัน

เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าการยื่นใบลาของผู้ฟ้องคดีเป็นไปโดยชอบด้วยระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงไม่ถือว่าผู้ฟ้องคดีละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เรียกเงินเดือนในวันที่ขาดราชการคืนจากผู้ฟ้องคดี รวม ๖ วัน จึงเป็นมติและคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้เพิกถอนมติดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่พิจารณาการเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดีใหม่ให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด


--------------------------

คดีพิพาทเกี่ยวกับการควบคุมอาคาร

การปลูกสร้างสะพานทางเดินไม้ อาคารบ้านพักอาศัย และชานไม้นั่งของบ้านพักอาศัยที่ไม่มีลักษณะจะอนุญาตให้ปลูกสร้างล่วงล้ำเข้าไปในแม่น้ำอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ตามข้อ ๔ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๖๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา ๑๑๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ เมื่อไม่เสียค่าปรับตามกฎหมายและยื่นคำขออนุญาตปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลำแม่น้ำต่อเจ้าท่าตามข้อ ๕ ประกอบกับข้อ ๑๓ ของกฎกระทรวง ผู้ฟ้องคดีในฐานะเจ้าท่าจึงมีอำนาจออกคำสั่งให้รื้อถอนและฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำลำน้ำภายในเก้าสิบวันนับแต่ศาลมีคำพิพากษา ตามมาตรา ๑๑๗ และ ๑๑๘ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

ผู้ถูกฟ้องคดี (นาย ท.) ปลูกสร้างสะพานทางเดินไม้ อาคารบ้านพักอาศัย และชานไม้นั่งของบ้านพักอาศัย รวมพื้นที่ทั้งหมด ๒๒๔.๐๑ ตารางเมตร ล่วงล้ำเข้าไปในแม่น้ำตราดซึ่งเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่ได้ยื่นคำขออนุญาตจากผู้ฟ้องคดี (หัวหน้าสำนักงานการขนส่งทางน้ำ) ผู้ฟ้องคดีในฐานะเจ้าท่าจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๑๘ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำแม่น้ำ หากไม่รื้อถอน ก็ให้ผู้ฟ้องคดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายรื้อถอนโดยผู้ถูกฟ้องคดีต้องเสียค่าใช้จ่าย

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีปลูกสร้างสะพานทางเดินไม้ อาคารบ้านพักอาศัย และชานไม้นั่งของบ้านพักอาศัยล่วงล้ำเข้าไปในแม่น้ำตราดอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันจริง โดยไม่ยื่นคำขออนุญาตต่อผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา ๑๑๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลและทางพิจารณาฟังได้ว่า มีการล่วงล้ำแม่น้ำตราดอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๑๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติข้างต้นจริง ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกไปจากแม่น้ำตราดตามมาตรา ๑๑๘ ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ประกอบกับสิ่งปลูกสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีมิได้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงอนุญาตให้มีการปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำได้ตามข้อ ๔ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๖๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ กล่าวคือ (๑) ท่าเทียบเรือ (๒) สะพานปรับระดับและโป๊ะเทียบเรือ (๓) สะพานข้ามแม่น้ำหรือสะพานข้ามคลอง (๔) ท่อหรือสายเคเบิล (๕) เขื่อนกันน้ำเซาะ (๖) คานเรือ และ (๗) โรงสูบน้ำ แต่มีลักษณะเป็นสะพานทางเดินไม้ อาคารบ้านพักอาศัย และชานไม้นั่งของบ้านพักอาศัย ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีอาจเสียค่าปรับอย่างสูงตามกฎหมายและยื่นคำขออนุญาตปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลำแม่น้ำต่อเจ้าท่าเป็นการเฉพาะรายได้ตามข้อ ๕ ประกอบกับข้อ ๑๓ ของกฎกระทรวงฉบับเดียวกัน โดยต้องยื่นคำขออนุญาตภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๓๗ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีไม่เสียค่าปรับและไม่ยื่นคำขออนุญาตตามที่กฎกระทรวงกำหนด โดยอ้างว่าสามารถจะไปดำเนินการยื่นคำขออนุญาตต่อเจ้าท่าให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไปได้ก็ตาม กรณีก็ไม่อาจได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำลำแม่น้ำได้ เนื่องจากเป็นการยื่นคำขออนุญาตเมื่อพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวใช้บังคับแล้วตามข้อ ๑๓ ของกฎกระทรวงดังกล่าว  อีกทั้ง สิ่งปลูกสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีมีโครงสร้างตั้งอยู่ในแม่น้ำตราดต่อเนื่องไปจนถึงบริเวณตลิ่งของแม่น้ำตราด มิได้อยู่ในเขตที่ดินของนาย ย. การที่ผู้ฟ้องคดีใช้อำนาจเจ้าท่าตามมาตรา ๑๑๗ และ ๑๑๘ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ ฟ้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสะพานทางเดินไม้ อาคารบ้านพักอาศัยและชานไม้นั่ง ของบ้านพักอาศัย รวมพื้นที่ทั้งหมด ๒๒๔.๐๑ ตารางเมตร ออกจากแม่น้ำตราดภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากไม่มีการรื้อถอนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้ผู้ฟ้องคดีหรือผู้ที่ผู้ฟ้องคดีมอบหมายรื้อถอนอาคารพักอาศัยและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน

-------------------------

สำนักงานศาลปกครอง



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

คำสำคัญ

บอกต่อ : 0