อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 26 กรกฎาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 26 กรกฎาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

'กติกา' จะแก้ไขหรือไม่แก้ไข 'ปัจจัย' หลักก่อนการเลือกตั้ง

ในที่สุดคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง พุธที่ 12 เมษายน 2560 เวลา 23.00 น.

ในที่สุดคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มี ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือ นิด้าก็มี  “ข้อสรุป” เรื่องการแก้ไขกติกาหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
 
เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา นายวุฒิสาร ตันไชย เลขานุการคณะกรรมการฯ แถลงข้อสรุปเบื้องต้น 6 ประเด็นประกอบด้วย
 
1. มาตรา 190 เรื่องการทำหนังสือสัญญาที่ต้องผ่าน ความเห็นชอบของรัฐสภา ให้แก้ไขในวรรค 3 เพิ่มคำว่า “ตาม ที่กฎหมายบัญญัติ” ลงไปในท้ายหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบ  ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และวรรค 6 ให้เติมคำว่า “ประเภท ของหนังสือสัญญา” เข้าไปด้วย เพื่อทำให้การออกกฎหมายสามารถระบุประเภทได้ว่าสัญญาใดบ้างที่ต้องเข้ารัฐสภา
 
2. มาตรา 93-98 เรื่องระบบการเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดให้เขตเลือกตั้งเป็นแบบเขตเดียวคนเดียว และให้มีจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.ระบบเขตที่มาจากการเลือกตั้ง ลดจำนวนจาก 400 เหลือ 375 คน และให้มี ส.ส.สัดส่วน 125 คน เป็นแบบบัญชีรายชื่อเดียวทั้งประเทศ จากเดิมที่แบ่งเป็น 8 กลุ่มจังหวัดจำนวน 80 คน และหลักการคิดคะแนนของบัญชีรายชื่อ จะไม่มีคะแนนขั้นต่ำเหมือนในรัฐธรรมนูญปี 50
 
3. มาตรา 265 เรื่องการให้ ส.ส. ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นนอกจากรัฐมนตรี ให้คงไว้เหมือนเดิม
 
4. มาตรา 266 เรื่องการกำหนดข้อห้ามของ ส.ส. ที่จะไปแทรกแซงการปฏิบัติงานของส่วนราชการต่าง ๆ นั้น ให้คงไว้ แต่เพิ่มเติมข้อความว่า “ให้ยกเว้นแต่การแจ้งความเดือดร้อนของประชาชนให้หน่วยงานทราบเป็นลายลักษณ์อักษร”
 
5. มาตรา 111-121 เรื่องที่มาจากสมาชิกวุฒิสภา เห็นควรให้คงโครงสร้างแบบเดิม และมีที่มาจาก 2 ระบบเหมือนเดิม คือมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน จำนวน 150 คน และมาจากการสรรหาจาก 5 ภาคในสัดส่วนเดิม อย่างไรก็ตาม ให้มีการแก้ไขสัดส่วนของคณะกรรมการสรรหา ส.ว.
 
6. มาตรา 237 เรื่องการยุบพรรคการเมือง เห็นว่าพรรคการเมืองสามารถยุบได้ด้วยความผิดอันร้ายแรงที่มีผลต่อความมั่นคงหรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในมาตรา 68 เดิม แต่ไม่ควรถูกยุบจากการทุจริตการเลือกตั้งตามมาตรา 237 ดังนั้นถ้าทำทุจริตจากการเลือกตั้ง พรรคการเมืองก็อยู่ได้ ไม่ถูกยุบ แต่ผู้บริหารที่กระทำความผิดควรได้รับโทษมากขึ้น เช่น ถ้าเป็นกรรมการบริหารพรรคให้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี และถ้าเป็นหัวหน้าพรรคให้ถูกตัดสิทธิ์ 15 ปี และควรได้รับโทษตามสถานะที่ต่างกัน ไม่ใช่ถูกตัดสิทธิทุกคน แต่ให้ถูกตัดสิทธิเฉพาะบุคคลที่ทำผิดหรือสามารถสืบได้ว่ามีความเกี่ยวข้อง ส่วนโทษตามมาตรา 68 เห็นควรให้มีโทษรุนแรงมากขึ้นกว่าถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปีด้วย
 
นี่แค่ “เบื้องต้น” เพราะกระบวนการหลังจากนี้คงต้องนำไปรับฟังความคิดเห็น จากนั้น จึงนำเสนอให้ นายอภิสิทธิ์ เวช ชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
 
ก่อนหน้านี้ ถ้าจำกันได้ นายอภิสิทธิ์ พูดไว้ชัดเจนว่า จะไม่อยู่ครบเทอม และพร้อมที่จะให้มีการเลือกตั้งแต่ต้องอยู่ภาย ใต้บรรยากาศที่เหมาะสม คำว่าบรรยากาศที่เหมาะสมนั้น นาย อภิสิทธิ์ ระบุว่า ปัญหาด้านเศรษฐกิจได้รับการแก้ไขในระดับที่กลับมาปกติ ทุกฝ่ายได้ข้อสรุปเรื่องกติกา ทุกฝ่ายยอมรับการแข่งขันและไม่มีปัญหาเรื่องความรุนแรง
 
กรณีระเบิดเอ็ม 79 รายวัน หรือกรณีจัดม็อบไล่ฝ่าย “ฝ่าย ตรงข้าม” ในลักษณะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยต้องไม่เกิดขึ้น ไปหาเสียงที่ภาคเหนือได้ ไปหาเสียงที่ภาคใต้ได้ ภาคอีสานได้ ที่สำคัญคือ กติกาต้องเป็นที่ “ยอมรับ” ของทุกฝ่าย ส่วนจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขก็ได้
 
การที่รัฐมนตรีและ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์  “ตบเท้า” กินข้าวมื้อกลางวันกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และเลขาธิ การพรรค ก่อนจะปรากฏข่าวว่า ให้ทุกฝ่ายเร่งดำเนินการทางการเมือง ในระยะเวลาที่เหลืออยู่ประมาณ 1 ปี กับอีก 3 เดือน
 
สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้จะครบเทอม 4 ปีในเดือนธันวาคม ปี 2554 แต่ถ้าไม่ครบเทอม “ฝ่ายรัฐบาล” คาดว่าราว ๆ เดือนกันยายนหรือตุลาคมหลังผ่านงบประมาณปี 2555 และแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี ขณะที่ “ฝ่ายค้าน” มองว่าจะจบหลังยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจราวเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม
 
การเคลื่อนไหว “ย้ายพรรค” ที่ครึกโครมอยู่ในตอนนี้ก็เป็นเพราะทุกฝ่ายมองไปข้างหน้าแล้วว่า อย่างไรเสียการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นและต้องเตรียมความพร้อม
 
มีการมองว่า พรรคร่วมรัฐบาลนั้นไม่หวังว่า “กติกา” จะแก้ไขได้หรือแก้ไขไม่ได้ แต่หวังที่จะคงความเป็นรัฐบาลต่อไปให้นานที่สุด เพราะการแก้ไขกติกาถ้าไม่ “เห็นพ้อง” รัฐบาลมีสิทธิ พังเอาง่าย ๆ การอยู่เป็นรัฐบาลยิ่งนาน ยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามยิ่งอ่อนแอ ขณะที่อีกมุมมองว่า ถ้าแก้ได้พรรคประชาธิปัตย์ต้องเอาด้วยและเป็นผู้ขับเคลื่อน ที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลเสนอให้มีการแก้ไข แต่พรรคประชาธิปัตย์มี “มติ” ไม่แก้ไขและไม่เห็นด้วย ผลครั้งนั้นสร้างความไม่พอใจในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างมาก แต่เนื่องจาก “ทุกฝ่าย” ไม่พร้อมลงเลือกตั้งเพราะกระแส พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรียังแรง จึงจำเป็นต้องกอดกันเป็นรัฐบาลต่อไป
 
แต่มาถึงวันนี้ คณะกรรมการแก้ไขกติกาชุดนี้ นายอภิสิทธิ์ ตั้งมาเองกับมือ คำถามคือ จะเอาหรือไม่เอา แต่เมื่อดูจากข้อ  สรุปที่ออกมา ต้องบอกว่า นักการเมืองน่าจะเห็นด้วย เพราะเป็น กติกาที่เอื้อให้ทุกฝ่าย กล่าวคือกลับไปใช้การเลือกตั้งแบบ “เขต เดียวเบอร์เดียว” แต่เป็นแบบเขตใหญ่ เพราะได้ลดจำนวนจาก 400 เขตเหลือ 375 เขต โอกาสที่ “หน้าใหม่” จะแจ้งเกิดก็มีสูงเพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากขึ้นซื้อได้ยาก ขณะที่บัญชีรายชื่อก็มากขึ้นและไม่มีเกณฑ์ร้อยละ 5 ซึ่งพรรคเล็กมีโอกาสเกิดได้ง่าย
 
แต่ก่อนจะถึง “ขั้นตอน” นั้นทั้งหมดต้องอยู่ที่นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะเอาอย่างไร จะแก้ไขกติกาเพื่อให้ทุกฝ่ายเดินเข้าสู่การเลือกตั้งหรือไม่ พรรคเพื่อไทยนั้นกติกาไหนวันนี้ก็เอาทั้งนั้นเพราะเชื่อว่าตัวเองคุมฐานเสียงสำคัญทางภาคเหนือ ภาคอีสานไว้ได้ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ผลการเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข. สะท้อนให้เห็นแล้วว่า โอกาสของการได้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อนั้นมีสูง
 
ชั่วโมงนี้นายอภิสิทธิ์ ยังไม่มี “คู่แข่ง” สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้คือแข่งกับตัวเอง แข่งกับเวลาที่เหลือน้อยลงทุกวัน แข่งเพื่อให้มี “ผลงาน” ออกมาเป็นที่ประจักษ์
 
ถ้า “กติกา” ตกลงกันได้ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องอยู่ครบเทอม สำคัญตรงที่ว่า รัฐบาลนั้นพร้อมหรือยัง
 
พร้อมที่ว่านี้คือ “ได้เปรียบ” ทางการเมืองในทุก ๆ ด้าน!!!!!.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

คำสำคัญ

บอกต่อ : 0