อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2560
เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

"เอกยุทธ"ถูกอุ้มฆ่าญาติผวาเร่งปิดคดีสั่งทนายถอนฟ้องคดีเก่า

ทนายดังของนักธุรกิจผู้ล่วงลับเผย "เอกยุทธ อัญชันบุตร" ถูกอุ้มฆ่า ญาติผวารีบปิดคดี แถมสั่งถอนฟ้องคดีกราวรูด ดีเดย์ถอนฟ้องผบช.น. กับพนักงานสอบสวนอีก 5 นายแล้ว เสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2556 เวลา 03.32 น.

ทนาย"เอกยุทธ"สอบ"เบิ้ม"

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศโดยละเอียด เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 มิ.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)  หลังจากนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร  นักธุรกิจชื่อดังที่ถูกอุ้มฆ่าจนเสียชีวิตไปฝังศพที่จ. พัทลุงนั้น  ในวันนี้นายสุวัตร  พร้อมนายนิติธร ล้ำเหลือ และทีมทนายความรวม 5 คน เดินทางเข้าพบพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผบช.น. พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบก.น.4 และพ.ต.อ.สรรค์หกิจ บำรุงสุขสวัสติ ผกก.สน.วังทองหลาง ตามที่ได้นัดพบเพื่อสอบถามเกี่ยวกับคดีที่จับกุมคนร้ายอุ้มฆ่านายเอกยุทธ แต่ทีมทนายไม่ปักใจเชื่อว่า เจ้าพ่อนักธุรกิจชื่อดังจะถูกแก๊งดังกล่าวสังหารโหดแค่เรื่องฆ่าชิงทรัพย์ และคดีน่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.วังทองหลาง ได้ควบคุมตัวนายสุทธิพงศ์ หรือเบิ้ม พิมพิสาร อายุ 28 ปี หนึ่งในทีมอุ้มฆ่านายเอกยุทธ มาที่ห้องทำงานผบช.น.เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมทนายความซักถามนายสุทธิพงศ์ โดยไม่มีญาติของนายเอกยุทธ เข้าร่วมรับฟังตามข่าวที่ระบุก่อนหน้าที่ว่าญาตินายเอกยุทธ จะมากับทีมทนายความด้วย โดยใช้เวลานานถึง 2 ชั่วโมง ก่อนจะเปิดแถลงข่าว
 

ผู้ต้องหาทำแผน"หน้าตาย"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการแถลงข่าวพล.ต.ต.อนุชัย ได้นำตัวนายสุทธิพงศ์ ซึ่งมีสีหน้าเรียบเฉยไม่มีอาการอิดโรย หรือมีทีท่าสะทกสะท้านเมื่อพบกันแบบประจันหน้ากับทีมทนายความของนายเอกยุทธ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ทีมทนายความตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเหตุการณ์บนรถตู้ โดยจำลองเหตุการณ์ขณะที่นายสุทธิพงศ์หลบซ่อนตัวอยู่ภายในรถ ซึ่งนายสุวัตร และทีมทนายความคอยร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

จุดแรกเป็นจุดที่นายสุทธิพงศ์ ขึ้นมาอยู่บนรถตู้ โดยหลบมุดซุกซ่อนตัวอยู่ที่เบาะหน้า ด้านข้างคนขับ และแอบอย่างมิดชิดไม่ให้นายเอกยุทธมองเห็น เมื่อนายเอกยุทธขึ้นมาบนรถตู้โดยนั่งบริเวณเบาะนั่งผู้โดยสารแถวแรกฝั่งซ้ายมือ ต่อมานายสันติภาพ ก็ได้เปิดกระจกตรงกลางรถที่คั่นระหว่างห้องผู้โดยสารและห้องคนขับ ใช้อาวุธปืนข่มขู่นายเอกยุทธให้นอนคว่ำหมอบลงไปกับเบาะ ก่อนที่นายสุทธิพงศ์จะลุกจากที่ซ่อนตัว ปีนข้ามช่องกระจกไปยังห้องผู้โดยสาร เพื่อคุมตัวนายเอกยุทธ โดยนายสันติภาพเป็นคนจับนายเอกยุทธใส่กุญแจมือ

ซักละเอียดที่มา"แหวน"หล่น

ระหว่างนี้ทีมทนายความของนายเอกยุทธ ซักถามว่า แหวนของนายเอกยุทธ ตกหล่นอยู่บริเวณใด พล.ต.ต.อนุชัย ได้ชี้แจงว่า มีพยานพบเห็นแหวนของนายเอกยุทธ ตกบริเวณช่องบันไดทางขึ้นรถ ของประตูรถฝั่งซ้าย ก่อนจะนำมาใส่ที่คอนโซลรถด้านหน้า

ทีมทนายความของนายเอกยุทธ ยังได้ถามอีกว่า ระหว่างที่นายเอกยุทธอยู่บนรถ นายสุทธิพงศ์ซ่อนตัวอย่างไร  พร้อมกับส่งนายนิติธรเป็นตัวแทนขึ้นไปนั่งจำลองเป็นนายเอกยุทธอยู่บนเบาะ โดยให้นายสุทธิพงศ์หลบอยู่ใต้เบาะด้านหน้า ซึ่งทีมนายความตั้งข้อสังเกตว่านายเอกยุทธน่าจะมองเห็นหรือสังเกตได้ แต่นายสุทธิพงศ์กล่าวว่า ช่วงที่กำลังปีนข้ามไปนั้น นายสันติภาพได้ใช้ปืนขู่นายเอกยุทธให้หมอบคว่ำไปกับเบาะแล้ว

จากนั้นตำรวจได้ควบคุมตัวนายสุทธิพงศ์ ไปฝากขังต่อศาลอาญารัชดาทันที เนื่องจากวันหยุดราชการศาลเปิดทำการเพียงครึ่งวันเท่านั้น  โดยใช้เวลาในการทำแผนประกอบคำรับสารภาพแค่ 5 นาที เท่านั้น

รายงานข่าวแจ้งว่า ชุดสืบสวนได้พบแหวนของนายเอกยุทธ ตกอยู่ในคอนโซลรถด้านหน้า แต่จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ต่างก็ไม่ยอมรับว่าได้ถอดแหวนนายเอกยุทธไปหรือไม่ ซึ่งผู้ต้องหาทุกคนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่จากแนวทางการสืบสวนพบว่าหลังจากนายสันติภาพขับรถไป จ.พัทลุงแล้ว ได้นำรถไปล้างที่คาร์แคร์แห่งหนึ่ง ซึ่งเด็กล้างรถก็ได้พบแหวนของนายเอกยุทธตกอยู่ที่ช่องบันไดทางขึ้นรถ ของประตูรถฝั่งซ้าย แต่เนื่องจากแหวนเป็นแหวนทองคำขาว มีลักษณะคล้ายสแตนเลส เด็กล้างรถจึงคิดว่าน่าจะเป็นแหวนปลอม จึงได้เก็บแหวนและนำไปใส่ที่คอนโซลด้านหน้ารถ

คาดนักธุรกิจดังอยากส่ง"ซิก"

ทั้งนี้ชุดสืบสวนตั้งข้อสังเกตว่า การที่แหวนของนายเอกยุทธหลุดออกจากนิ้วมือได้ ทั้งๆที่ถูกใส่กุญแจมืออยู่ น่าจะเป็นเพราะนายเอกยุทธเป็นคนถอดเอง โดยคาดว่านายเอกยุทธตั้งใจที่จะถอดแหวนและโยนทิ้งออกไปนอกรถ เพื่อให้ไปตกหน้าบ้าน ระหว่างที่คนร้ายขับรถไปยังบ้านของนายเอกยุทธ เพื่อให้คนที่บ้านผิดสังเกตหากพบแหวนตกหล่นอยู่ เพราะคนที่บ้านหรือญาติๆต่างทราบดีว่านายเอกยุทธรักแหวนวงนี้มาก จะใส่อยู่ตลอดเวลา แต่เนื่องจากนายเอกยุทธถูกจับใส่กุญแจมืออยู่ จึงทำให้โยนแหวนออกไปไม่ถนัดแหวนจึงไม่ตกออกไปนอกรถ แต่ไปตกอยู่ที่บริเวณช่องบันไดทางขึ้นรถดังกล่าว

นอกจากนี้ชุดสืบสวนยังตั้งข้อสังเกตว่า  ที่บ้านของผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ที่จังหวัดพัทลุงนั้น  มีฐานะค่อนข้างยากจน หากผู้ต้องหาต้องการทรัพย์สินของนายเอกยุทธจริง เหตุใดจึงยอมโยนของมีค่าต่างๆทิ้ง  ทั้งสร้อยทอง นาฬิกาโรเล็กซ์ พระเครื่องเลี่ยมทอง ฯลฯ ซึ่งชุดสืบสวนคาดว่าคนร้ายน่าจะนำทรัพย์สินที่ยังหาไม่พบ ไปฝังไว้ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในจ.พัทลุง ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามยึดมาตรวจสอบต่อไป

ทนายไม่เชื่อคำให้การ"สันติภาพ"

ด้านนายสุวัตร เปิดเผยว่า  ต้องขอบคุณพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ผบช.น. และทีมสืบสวนทุกคน ที่ร่วมกันทำคดีอย่างเต็มที่ การพบศพของนายเอกยุทธถือเป็นหัวใจสำคัญของคดีนี้ แต่เมื่อพบศพแล้ว หน้าที่ต่อไปของพนักงานสอบสวนก็คือ จะต้องหาเหตุผลประกอบ เนื่องจากคำให้การรับสารภาพของผู้ต้องหา เมื่อไปถึงศาลอาจจะทำให้ศาลยกฟ้อง เพราะคำรับสารภาพนั้นปราศจากเหตุผล

อีกทั้งหลังจากที่นายสันติภาพถูกจับกุมตัวได้ก็ให้ปากคำโกหกพนักงานสอบสวนและทนายความมาตลอด ทางพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ก็ให้ทนายความเข้าไปรับฟังการสอบสวนด้วยตลอด เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ การเข้าไปร่วมสอบปากคำด้วยจึงเป็นที่มาของการพบศพของนายเอกยุทธ หลังจากนี้จะส่งรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นข้อสงสัยต่างๆให้กับหัวหน้าพนักงานสอบสวน ยังไม่เปิดเผยกับสื่อมวลชน จะรอให้เกิดความชัดเจนก่อน ทรัพย์สินต่างๆอยู่ที่ไหน หากประสงค์ต่อทรัพย์ เหตุใดจึงนำไปโยนทิ้ง คำให้การของนายสันติภาพที่ให้การไว้ ไม่มีเหตุผล

นายสุวัตร กล่าวอีกว่า หากพนักงานสอบสวนได้รายละเอียดจากตน จะรู้ว่ามีผู้ร่วมขบวนการที่ก่อเหตุในกรุงเทพฯ กี่คน มีเพียงแค่นายสันติภาพและนายสุทธิพงศ์เท่านั้นจริงหรือไม่ ก่อนหน้านี้นายสันติภาพให้การว่าใช้อาวุธปืนยิงนายเอกยุทธ ต่อมาก็กลับคำให้การว่าบีบคอ จึงต้องดูสภาพศพ ซึ่งผลการชันสูตรได้ระบุออกมาชัดเจนแล้วว่า ถูกบีบคอ ขาดอากาศหายใจ ตาถลน ลิ้นจุกปาก

ญาติผวาไม่กล้าเดินหน้าสั่งถอนฟ้องคดี

นายสุวัตร กล่าวด้วยว่า ทางญาติของนายเอกยุทธไม่อยากสู้คดี เนื่องจากยังอยู่ในสภาพหวาดกลัวและเมื่อพบศพของนายเอกยุทธแล้ว ก็มุ่งไปที่การทำบุญสร้างกุศล ส่วนคดีความใครถามอะไรก็ไม่มีความเห็น อยากให้เรื่องจบไป แต่ก็ยังไม่เป็นเอกภาพ พี่สาวกับน้องสาวมองว่ายังไม่ควรจะยุติ ส่วนพี่ชายกับลูกชายก็มีความเห็นอีกอย่าง ดังนั้นจึงให้ญาติๆของนายเอกยุทธตกลงกันให้เรียบร้อยก่อน ทนายมีหน้าที่ทำตามที่ได้รับมอบหมายจากลูกความ ถ้าหากต้องการให้หยุดก็ต้องหยุด

ทั้งนี้ในส่วนคดีที่นายเอกยุทธฟ้องผบช.น. และตำรวจนายอื่นๆ ที่เป็นพนักงานสอบสวนอีก 5 นายนั้น ขณะนี้ญาติของนายเอกยุทธสั่งการให้ถอนฟ้อง ซึ่งตนจะไปถอนฟ้องในฐานะโจทก์ที่สอง ส่วนกรณีนายเอกยุทธที่ชัดเจนแล้วว่าเสียชีวิต ดังนั้นอำนาจทนายความก็ต้องหมดลงด้วย ต้องรอการมอบมรดกความ และเมื่อมีผู้ใดรับมอบมรดกความแล้วก็จะยื่นถอนฟ้องต่อไป นอกจากนี้ ในคดีที่นายเอกยุทธถูกฟ้องว่าร่วมกันก่อเหตุทะเลาะวิวาทที่ร้านคาราโอเกะซีตี้ เมื่อปลายปี 2555 คดีก็จะระงับในส่วนของนายเอกยุทธ ส่วนผู้ที่ถูกฟ้องรายอื่นๆ ก็ต้องว่ากันไปตามรูปคดี

ให้ข้อมูลตำรวจโยง"เสธ.คนดัง"แล้ว

สำหรับเรื่องที่คิดว่ามีเสธ. คนดังเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ได้บอกกับพนักงานสอบสวนไปแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอาจจะถูกฟ้องหมิ่นประมาทได้ ต้องรอให้มีพยานหลักฐานชัดเจน ตนคิดว่าไม่น่าจะเกินความสามารถของพนักงานสอบสวนแน่นอน และไม่เชื่อเด็ดขาดว่านายสันติภาพและนายสุทธิพงศ์จะลงมือกันเพียงแค่สองคน  โดยเฉพาะนายสันติภาพโกหกมาตลอด เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ยอมรับ จากนั้นก็โกหกเรื่องใหม่อีก เช่นประเด็นที่ให้การว่าเอาสร้อยไปโยนทิ้งน้ำ ทั้งๆที่ลงมือก่อเหตุคดีสำคัญมีโทษถึงประหารชีวิต แต่กลับเอาสร้อยไปโยนทิ้ง สิ่งเหล่านี้ไม่มีสาเหตุที่ทำให้เชื่อได้

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าอยากให้เปลี่ยนตัวผบช.น. เพื่อความโปร่งใส่ เพราะมีคดีที่ฟ้องร้องกับนครบาลอยู่ นายสุวัตร กล่าวว่า หลังจากที่ญาติแจ้งความที่สน.วังทองหลาง ซึ่งขึ้นตรงกับบช.น. ตนและญาติอีกส่วนหนึ่งก็ไปแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม ทั้งสองที่ก็นำข้อมูลมาบูรณาการร่วมกัน ส่วนการที่นายสนธิมีความเห็นดังกล่าวออกมาก็เป็นเรื่องของเขา ตนจะทำคดีนี้ตามความเห็นของญาตินายเอกยุทธ ไม่ใช่ความเห็นของนายสนธิ หากญาติของนายเอกยุทธยังคลางแคลงใจสงสัยในเรื่องดัง ตนก็ต้องดำเนินการ

พร้อมส่งเอกสารข้อสงสัยให้ตำรวจแจง

อย่างไรก็ตามกำลังรวบรวมพยานหลักฐานข้อสงสัยทำเป็นลายลักษณ์อักษรยื่นต่อพนักงานสอบสวนเพิ่มเติม  เพราะหลังฟังการสอบผู้ต้องหาด้วยตัวเองแล้วในวันนี้ส่วนตัวไม่ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหา โดยเฉพาะนายบอล ซึ่งโกหกมาโดยตลอดว่าทำไมต้องโยนสร้อยและแหวนทิ้ง หากประสงค์ต่อทรัพย์เชื่อว่าอาจมีผู้ร่วมขบวนการอีก

ด้านนายนิติธร กล่าวว่า สำหรับประเด็นข้อสงสัยต่างๆในวันนี้ได้ซักถามและให้คำตอบ ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองคนให้ปากคำไปในทิศทางเดียวกัน แต่มีบางจุดยังให้การขัดแย้งกันอยู่ ขณะนี้เหลือเพียงไม่กี่ประเด็น คาดว่าเร็วๆนี้จะสรุปร่วมกันได้อีกครั้งหนึ่ง และยังไม่ตัดปมการสังหารจากเรื่องการเมืองออกไป รวมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานว่ามีผู้ร่วมสังหารคนอื่นๆ หรือไม่

ขณะที่พล.ต.ต.อนุชัย กล่าวกรณีนายเอกยุทธ มีฟ้องร้องหมิ่นประมาท อยู่กับพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ว่า  ต้องแยกส่วนกัน เราเป็นตำรวจอาชีพ เรื่องที่ฟ้องร้องก็ต่อสู้ไปตามกระบวนการยุติธรรม และเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีการโกรธเคืองอะไรกันกับนายเอกยุทธ อีกทั้งความผิดที่นายเอกยุทธฟ้องร้องผบช.น. ก็เป็นคดีความหมิ่นประมาท ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ยืนยันว่าตำรวจยึดหลักกฎหมายในการทำงานอย่างเคร่งครัด แต่แน่นอนว่าไม่สามารถทำให้ทุกคนเลิกสงสัยในประเด็นนี้ได้

สอบแม่"สันติภาพ"อาจแจ้งข้อหาเพิ่ม

เมื่อถามว่า สำหรับแม่ของนายสันติภาพ ตำรวจมีหลักฐานมากน้อยแค่ไหนที่จะยืนยันว่าไม่มีส่วนรู้เห็น เนื่องจากมีการเรียกให้มารับเงินที่ลาดกระบังขณะที่นายเอกยุทธยังไม่เสียชีวิต พล.ต.ต.อนุชัย กล่าวว่า จะดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันรับของโจรไว้ก่อน ในส่วนการสอบสวนหากขยายผลหรือมีหลักฐานเชื่อมโยงว่ามีความผิดอีก ก็จะดำเนินการเพิ่มเติมต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ผู้ต้องหาซัดทอดกันไปมาว่าไม่ได้เป็นคนฆ่านายเอกยุทธ จะมีผลต่อรูปคดีหรือไม่ พล.ต.ต.อนุชัย กล่าวว่า ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การอย่างไรก็ได้ แต่พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ที่ต้องค้นหาความจริง แต่ขณะนี้ที่ดำเนินคดีคือร่วมกันฆ่า ใครทำมากหรือทำน้อยก็ถือว่าทำร่วมกัน ส่วนที่ว่าใครจะเป็นคนลงมือบีบคอนายเอกยุทธ หลักฐานทางนิติเวชก็จะระบุเองว่าเป็นฝีมือใคร ซึ่งขณะนี้ก็ชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว

มีรายงานว่า สำหรับข้อมูลฮาร์ดดิสภาพจากกล้องวงจรปิดภายในตัวบ้านนั้น นายสันติภาพน่าจะเป็นผู้ถอดออกไป แล้วนำไปทำลายด้วยวิธีการทุบแยกชิ้นส่วน แล้วโยนออกไปนอกตัวรถบริเวณจ.สุราษฎร์ธานี และระหว่างทางที่จะมุ่งมายังจุดที่ฝังศพของนายเอกยุทธ.
 

 



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

คำสำคัญ

บอกต่อ : 0