อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564

ไขเสียงสวรรค์"ธรรมกาย" วลีเด็ด"ชิตัง เม โป้งรวย"

"พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ"ไขความหมายวลีเด็ด"ชิตัง เม"โป้งรวยเสียงสวรรค์ของ"ธัมมชโย"ส่งผ่านสาวก พร้อมยกตัวอย่างเรื่องกุททา ชาดก สมัยพุทธกาล ที่เอาชนะความตระหนี่จนเป็นที่มาของคำว่า"ชิตัง เม" อังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09.20 น.

โด่งดังกันทีเดียวสำหรับวลีเด็ด"ชิตัง เม"แถมติดสอยห้อยท้าย"โป้งรวย"ที่ทางวัดพระธรรมกายโดย "พระธัมมชโย"ได้ใช้เทศนาเรียกเงิน ต่อบุญให้กับบรรดาศิษยานุศิษย์ และกลายเป็นที่ฮิตติดปากในเหล่าบรรดาสาวกที่พูดกันเสมอๆเหมือนกับคำอุทาน ทำให้หลายคนสงสัยว่าตกลงคำว่า "ชิตัง เม"มาจากอะไร และหมายความว่าอย่างไร

เมื่่อวันที่ 28 ก.พ.พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระหัวก้าวหน้า-นักเทศน์ และเซเลบดังแห่งโลกออนไลน์ ได้ให้คำตอบในเรื่องนี้ว่า "ชิตัง เม"คำนี้มีที่มาถ้าพูดถึงคำว่า ชิตัง เม นี่ หลายคนก็คงรู้สึกคุ้นหูและนึกถึงวัดพระธรรมกายขึ้นมาทันที โดยเฉพาะคำสร้อยวลีฮิต ที่ติดท้ายว่า โป้ง รวย ซึ่งคนนำมาล้อกัน ที่จริงต้องขอบคุณธรรมกายนะ ที่หยิบเอาคำในพุทธศาสนามาใช้ จนทำให้สังคมเกิดการตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะคำว่า ธุดงค์ ก่อนหน้านี้ มาจนถึง ชิตัง เม อะไรนี่อีก แม้ว่าโดยที่สุดแล้ว คำพวกนี้จะถูกนำมาใช้ตีความใหม่อย่างพาให้เกิดการเข้าใจผิดก็ตามที จริงจริงแล้ว คำว่า ชิตัง เม เป็นคำที่มีใช้จริงนะ คือใช้กันดาษดื่นในสมัยพุทธกาล ปรากฎหลักฐานในพระไตรปิฎกด้วย อย่างเรื่องกุททาลชาดก ก็เป็นเครื่องสาธกในข้อนี้ได้ดี ความย่อมีอยู่ว่า

ครั้งหนึ่งพระโพธิสัตว์เสวยชาติ เป็นกุททาลบัณฑิต มีอาชีพทำไร่ทำสวนปลูกผักผลไม้ แกมีจอบบิ่นบิ่นอยู่ด้ามหนึ่ง เป็นสมบัติมีค่าของตระกูล วันหนึ่งนึกอยากสละเรือนออกบวชเป็นฤษี ก็เลยเอาจอบไปซ่อนแล้วออกบวช แต่พอเมื่อบวชบวชไปสักพักหนึ่งก็กระสัน นึกถึงเครื่องมือทำมาหากินของตัวเอง ก็เลยสึก พอสึกไปก็เบื่อหน่ายอีก จึงกลับมาบวช
แกบวชบวชสึกสึก อย่างนี้อยู่ถึง 6 ครั้ง จนครั้งที่ 7 เกิดความสลดสังเวชใจ อนาถใจในตัวเองว่า อาศัยสมบัติคือจอบบิ่นบิ่นด้ามเดียว ก็ตัดขาดจากความอยากครองเรือนไม่ได้ ก็เลยคิดหาอุบายจะทำลายจอบซึ่งเป็นต้นตอแห่งตัณหานี้ทิ้ง

ในครั้งสุดท้าย จึงไม่เอาจอบไปซ่อนเหมือนครั้งก่อนก่อน แต่ตัดสินใจไปที่แม่น้ำใหญ่ หันหลังแล้วเหวี่ยงจอบลงแม่น้ำอย่างสุดแรง เพื่อไม่ให้หามันเจออีก เมื่อหันหน้ากลับมามองหาจอบที่เหวี่ยงทิ้งแล้ว ไม่เห็นร่องรอย แกก็เกิดปีติปราโมทย์ ที่สามารถเอาชนะกิเลสของตัวเอง จึงตะโกนเสียงอย่างดังว่า ชิตัง เม ชิตัง (กูชนะแล้วโว๊ยย กูชนะแล้วโว๊ยย) นี่เองที่เป็นที่มาของคำว่า ชิตัง เม

ที่เอาเรื่องนี้มาเขียน ก็เพื่อให้เข้าใจว่า ถ้าพูดถึงคำนี้ในทางพุทธศาสนา ท่านหมายถึง การเอาชนะกิเลสในใจของตัวเอง ชิตัง เม คือ ชนะกิเลส อย่างพราหมณ์จูเฬกสาฎกที่พยายามสู้กับความตระหนี่ของตัวเองจนถึงสว่าง เพื่อจะถวายผ้าห่มที่มีแค่ผืนเดียวให้กับพระพุทธเจ้า จนสุดท้ายแกก็สามารถเอาชนะความตระหนี่ของตัวเองได้จริงจริง ก็เลยตะโกนคำว่า ชิตัง เม (กูชนะแล้ว) เหมือนกัน

แต่จะว่าไป พราหมณ์จูเฬกสาก พอพูดคำว่า ชิตัง เม หลังการถวายผ้าห่มให้พระพุทธเจ้า แกก็รวยจริงนะ เพราะพระราชาดันมาได้ยินเข้าแล้วเลื่อมใส ก็เลยสั่งให้พระราชทานทั้งผ้าทั้งข้าวของตั้งหลายอย่างเชียวหล่ะให้กับแก วัดธรรมกายเขาก็คงอ้างจากเรื่องนี้เหมือนกัน จะไปว่าเขาก็นะ


แหม่ ก็นั่นแหละเนาะ ถ้าวัดพระธรรมกาย จะเอาแค่ ชิตัง เม อย่างเดียว ไม่มีแถมคำว่า โป้ง รวย มาด้วย คนก็คงไม่ด่าไม่ล้อหนักขนาดนี้ 555

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    17%
  • ไม่เห็นด้วย
    83%

ความคิดเห็น