อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2562

ยกฟ้อง'ถวิล พึ่งมา'ลักเงิน700ล. คุกผช.ผจก.แบงก์95ปี

ยกฟ้อง “ถวิล พึ่งมา” อดีตอธิการบดี สจล. ลักเงินสถาบันกว่า 700 ล้าน จำคุกอ่วม อดีต ผช.ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ 95 ปี เเละคนรับโอนอีก 55 ปี สั่งชดใช้ค่าเสียหายร่วมกัน 700 ล้าน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี  จันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562 เวลา 20.25 น.

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ห้องพิจารณา 3 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ถนนนครไชยศรี กรุงเทพฯ ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีทุจริตเบิกเงินสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กว่า 700 ล้านบาท หมายเลขดำ อท.24/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ 1 เป็นโจทก์, สจล. เป็นโจทก์ร่วมที่ 1, ธ.ไทยพาณิชย์ฯ เป็นโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นฟ้อง นายถวิล พึ่งมา อายุ 65 ปี อดีตอธิการบดี (อธก.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จำเลยที่ 1, น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ อายุ 60 ปี อดีตผอ.ส่วนการคลัง สจล. มีหน้าที่เบิกจ่ายเงินของสถาบัน จำเลยที่ 2, นายสรรพสิทธิ์ ลิ่มนรรัตน์ อายุ 55 ปี ผช.อธิการบดี สจล. ดูแลบริหารงานคลัง สจล. จำเลยที่ 3, นายทรงกลด ศรีประสงค์ อายุ 44 ปี อดีตผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ฯ สาขาบิ๊กซีสุวินทวงศ์ จำเลยที่ 4, นายคงฤทธิ์ สิงห์นุโคตร อายุ 53 ปี อดีต ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 3M จำเลยที่ 5, นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด จำเลยที่ 6, นายพูนศักดิ์ บุญสวัสดิ์ อายุ 31 ปี จำเลยที่ 7, นายจริวัฒน์ สหพรอุดมการ อายุ 36 ปี จำเลยที่ 8 โดยทั้ง 3 เป็นบุคคลภายนอกและไม่ได้มีหน้าที่ใน สจล.

ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง โดยร่วมกระทำผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (7) (11), ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิ์ปลอม มาตรา 265, 268, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย มาตรา 147, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด, ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเจ้าของทรัพย์นั้น มาตรา 151 และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ประกอบมาตรา 83 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดพนักงานองค์กรของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 8, 11 ขอให้ชดใช้เงิน 688,578,411 บาท ให้กับ สจล.โจทก์ร่วมที่ 1 และ ธ.ไทยพาณิชย์ฯ โจทก์ร่วมที่ 2 และให้ชดใช้เงิน 20 ล้านบาท กับ ธ.กรุงศรีอยุธยาฯ ผู้เสียหายที่ 3 ด้วย พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันกระทำละเมิด

กรณีปี 2552-2557 ร่วมกันลักเงิน สจล.ที่อยู่ในบัญชีเงินฝาก กับ ธ.ไทยพาณิชย์ สจล. 5 บัญชี, สาขาสุวรรณภูมิ 3M และ ธ.กรุงศรีอยุธยา สาขา สจล. รวมทั้งหมด 7 บัญชีไปให้ สจล. อนุมัติการจ่ายเงินด้วยการทำบันทึกเสนอขอเบิกเงินจากสถานบันฯ อ้างว่าจะฝากประจำเผื่อให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น เมื่อ สจล.อนุมัติในการเบิกถอนเงินจากบัญชีแล้ว เบิกเงินจากบัญชีโดยไม่ได้รับอนุมัติจาก สจล. รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 708,578,411 บาท จำเลยที่ 1,3-8 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่ามีข้อเท็จจริงเกิดขึ้น



โดยระหว่างพิจารณาคดี นายถวิล อดีต อธก.สจล. จำเลยที่ 1 ได้รับการประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์วงเงิน 8 ล้านบาท และนายคงฤทธิ์ อดีต ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 3M จำเลยที่ 5 ได้รับการประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 800,000 บาท พร้อมเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

ส่วนจำเลยที่ 2, 3, 4, 6, 7, 8 ตัวอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลางและเรือนจำเนื่องจากถูกตัดสินให้จำคุกในคดีลักทรัพย์เงิน สจล.สำนวนแรก ทุนทรัพย์ 600 ล้านบาทเศษ ที่ยื่นฟ้องต่อศาลอาญามีนบุรี ที่มีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.61

ขณะที่วันนี้ นายถวิล อดีต อธก.สจล. จำเลยที่ 1 และนายคงฤทธิ์ อดีต ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 3M จำเลยที่ 5 ที่ได้รับการประกันตัวไปก็เดินทางมาศาล พร้อมทนายความและคนใกล้ชิดซึ่งมาร่วมให้กำลังใจนับสิบคน โดยศาลก็เบิกตัวจำเลยที่ 2, 3, 4, 6, 7, 8 มาจากเรือนจำพร้อมฟังคำพิพากษา

ศาลพิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 1,2,3,4,5,7,8 ในความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 อย่างไรก็ตาม แม้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลางจะยกฟ้องจำเลยที่ 2,3,4,7,8 แต่จำเลยดังกล่าวก็ยังต้องถูกคุมขังอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลางและเรือนจำคลองเปรมเนื่องจาก ถูกตัดสินโทษในคดีลักเงิน สจล.สำนวนแรกของศาลอาญามีนบุรีซึ่งคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์

และพิพากษา นายทรงกลด อดีต ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ฯ สาขาบิ๊กซีสุวินทวงศ์ จำเลยที่ 4 มีความผิด ร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปและที่เป็นของนายจ้าง และปลอมกับใช้เอกสารสิทธิ์ปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (11) วรรคสอง, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (5) ประกอบมาตรา 83 

ส่วน นายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่เกี่ยวข้องกับสจล. แต่ผู้เปิดบัญชีรับโอนเงินจากจำเลยที่ 4 มีความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตามมาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 
  
โดยการกระทำของจำเลยที่ 4 และที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ให้จำคุกนายทรงกลด อดีต ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ฯ สาขาบิ๊กซีสุวินทวงศ์ จำเลยที่ 4 ทั้งสิ้น 19 กระทง มีกำหนด 95 ปี และ ให้จำคุก นายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 6 รวม 11 กระทง มีกำหนด 55 ปี

แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วทั้งจำเลยที่ 4 และที่ 6 แล้ว ให้จำคุกสูงสุดตามกฎหมาย คนละ 20 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 และที่ 6 ต่อจากคดีในศาลอาญามีนบุรีนั้นปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้จำคุกโทษสูงสุดแล้ว 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 6 จำคุกสูงสุด 20 ปี จึงไม่อาจนับโทษรวมได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2 )



ทั้งนี้ ส่วนค่าเสียหายทางแพ่งนั้น ปรากฏว่าเงินที่จำเลยที่ 4 เบิกถอนไปโดยทุจริตนั้น แม้เป็นเงินฝากบัญชีของ สจล.โจทก์ร่วมที่ 1 แต่ขณะเกิดเหตุถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ที่อยู่ในความครอบครองของ ธ.ไทยพาณิชย์ฯ โจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเงินของสจล.นั้นทางธนาคารได้ชดใช้ให้จนเป็นที่พอใจแล้ว จึงให้จำเลยที่ 4 ชดใช้เงินคืน ธ.ไทยพาณิชย์ฯ โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 688,578,411.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่กระทำผิดแต่ละครั้งนับจากปี 2554,2555,2557

โดยให้จำเลยที่ 6 กับจำเลยที่ 4 ชดใช้เงินร่วมกันในจำนวน 563,386,411.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่กระทำผิดแต่ละครั้งด้วย และให้จำเลยที่ 4, 6 ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายที่ 3 อีก 20 ล้านบาทด้วย

นายถวิล พึ่งมา กล่าวภายหลังฟังคำพิพากษาว่า ขอขอบคุณที่ศาลให้ความเมตตาและให้ความยุติธรรม และพิเคราะห์ค่อนข้างละเอียด ตอนที่เงินหายไปเป็นคณะกรรมการชุดก่อน และชุดหลัง ซึ่งตนเป็นอธิการในช่วงกลาง โดยการที่ตนถูกฟ้องนั้นค่อนข้างไม่ยุติธรรม และมองว่าเป็นการถูกกลั่นแกล้ง อย่างไรก็ตาม ในศาลชั้นต้นทั้ง 2 ศาลพิพากษายกฟ้อง ตนก็รู้สึกดีใจ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการลักทรัพย์

ด้านพีรันธร วีระภรณ์พิมล ทนายความ กล่าวว่า ศาลพิพากษาว่านายถวิล ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีทั้ง 7 และไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับการทุจริต แต่จะมีประเด็นการเปิดบัญชีโดยไม่มีอำนาจในการเปิด แต่การไม่มีอำนาจในการเปิด พอสืบพยานเสร็จก็ทราบว่าทางนายทรงกลด ได้นำเอกสารที่นายถวิลเซ็นไว้ตอนมีอำนาจมาใช้ เอกสารทั้งหมดที่ทำขึ้นมาจึงเป็นการใช้เอกสารที่เป็นเท็จ ซึ่งขั้นตอนต่อไปก็รอทางอัยการอุทธรณ์คดี เพราะทางอัยการฟ้องมา 8 คน ยกฟ้องไป 6 คน เราก็ต้องเตรียมคำพิพากษา รอแก้อุทธรณ์ของอัยการต่อไป

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%