อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 12 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 12 สิงหาคม 2563

ถึงเวลาหยุดความรุนแรงในรพ. อย่าปล่อยโจ๋ตีกันลอยนวล

ชาวบ้านงง โจ๋ปากคาด บึงกาฬตีกันในโรงพยาบาล ตำรวจปล่อยเฉย อ้างเจ้าทุกข์ไม่เอาความ ขณะที่โรงพยาบาลเองไม่เอาเรื่อง จันทร์ที่ 7 ตุลาคม 2562 เวลา 07.30 น.

การก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่โรงพยาบาล นับวันจะพบเห็นบ่อยขึ้นทุกที ผลกระทบนอกจากความเสียหายในเรื่องทรัพย์สินของโรงพยาบาลแล้ว คนไข้ เจ้าหน้าที่ รวมถึงญาติคนไข้ ต่างพากันเสียขวัญ ทั้งยังเป็นการละเมิดหลักสากล ทำให้พื้นที่สันติภาพ  ถูกทำลายลง สมัยก่อนเกิดศึกสงคราม ฝ่ายตรงข้ามยังไม่กล้าเข้าไปทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งในโรงพยาบาล

ล่าสุดวานนี้( 6 ต.ค.)โลกออนไลน์เกิดกระแสวิจารณ์อย่างหนัก ภายหลังจากที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก @ปากคาด ระบุ "เคยเห็นข่าวเกิดที่บ้านอื่นเมืองอื่น ไม่คิดว่าจะได้เห็นคลิปความป่าเถื่อนของพวกวัยรุ่นมาทะเลาะชกต่อยกันในห้องฉุกเฉินที่ รพ.ปากคาด เหตุเกิดเมื่อเวลา 01.00 น.วันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ฝาก สภ.ปากคาด บึงกาฬ และฝ่ายปกครองอำเภอปากคาด นำคนผิดมาลงโทษด้วยนะครับ" พร้อมเผยคลิปเหตุการณ์ขณะที่วัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง บุกเข้าไปหาคู่กรณีในห้องฉุกเฉินจนมีปากเสียงกัน สุดท้ายตรงเข้าชกคู่กรณีจนล้มลงแล้วจึงเข้ารุมกระทืบซ้ำ ท่ามกลางคนเจ็บและเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฎิบัติงานอยู่


โดยภายหลังจากที่คลิปดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ต่างมีชาวเน็ตเข้าบางส่วนมาสอบถามถึงสาเหตุของเรื่องดังกล่าวว่า "เหตุต่อเนื่องจากตีกันในงานแข่งเรือหรือครับ" โดยทางแอดมินก็คาดว่า "ใช่ครับ" ขณะที่ชาวเน็ตอีกส่วน ต่างวิจารณ์การกระทำดังกล่าว ส่วนใหญ่ระบุว่า หากจะมีเรื่องกันก็ไม่ควรเกิดการทะเลาะวิวาทในสถานพยาบาล โดยเฉพาะในห้องฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือ พร้อมขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฎิบัติหน้าที่อีกด้วย



ขณะที่พ.ต.อ.สมยศ รามกุล ผกก.สภ.ปากคาด จ.บึงกาฬ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเวลา 01.00 น. ของวันที่ 4 ต.ค. มีการบุกทำร้ายกันใน รพ.ปากคาด จากการตรวจสอบทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ พลทหารสุริวัฒน์ พลขันธ์ ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ได้เข้าทำการรักษาตัวที่โรงพยาบาลดังกล่าว เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากเหตุวัยรุ่นยกพวกตะลุมบอนกันบริเวณหน้าเวทีรำวงแห่งหนึ่ง ใน อ.ปากคาด  ระหว่างนั้น ได้มี นายวิศวกร เทพจำปา อายุ 21 ปี และ นายยศพล บุญหล่อ อายุ 21 ปี คู่กรณีทั้งสองคน ซึ่งได้ติดตามไปดูเพื่อนที่บาดเจ็บมาจากเหตุการณ์เดียวกัน เมื่อทั้งสองเห็น พลทหารสุริวัฒน์ ก็เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นคนทำร้ายเพื่อนของตัวเอง ประกอบกับ นายวิศวกร อยู่ในอาการเมาสุรา เลยเข้าชกต่อย พลทหารสุริวัฒน์ จนทั้งคู่ล้มลง จากนั้น นายยศพล จึงเข้าเตะ พลทหารสุริวัฒน์ ซ้ำ ทางพลทหารสุริวัฒน์ จึงแกล้งสลบ หลังก่อเหตุ ทาง นายวิศวกร และ นายยศพล ได้แยกย้ายกันออกจากโรงพยาบาลไป

ต่อมา ทาง พลทหารสุริยวัฒน์ ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.ปากคาด จากนั้น คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งให้ทราบว่าได้มีการตกลงกันเป็นที่เข้าใจ และไม่ติดใจที่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปอีก เนื่องจากทราบภายหลังว่าเป็นเพื่อนกันสมัยวัยเด็ก แต่จำกันไม่ได้ ขณะที่พนักงานสอบสวนเห็นว่าเมื่อผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดี จึงว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวไป ส่วนทางโรงพยาบาลปากคาด ก็ไม่ได้เอาเรื่องทั้งคู่ แต่ขออย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ซึ่งทางตำรวจรับปากว่าหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก จะส่งเจ้าหน้าที่ไปที่ห้องฉุกเฉินทันที



ทั้งนี้หลังจากที่ข่าวการปล่อยตัวผู้ก่อเหตุในโรงพยาบาลกลับบ้าน โดยไม่ได้มีการแจ้งข้อหา ชาวโลกออนไลน์ต่างวิพากษ์ วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าตำรวจปล่อยตัวคนที่ก่อเหตุไปได้ด้วยหรือ หรือเรื่องนี้มันยอมความกันได้หรือไม่ และความจริงแล้วโรงพยาบาล หรือตำรวจเองก็ตาม จะต้องเอาผิดคนก่อเหตุ เนื่องจากมีการบุกรุกสถานที่ราชการ

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ได้มีเหตุตีกันในโรงพยาบาล ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น และทำลายอุปกรณ์ทางการแพทย์จนได้รับความเสียหาย พร้อมทั้งสร้างความเสียขวัญแก่ประชาชนผู้ที่รับบริการ จนทางกระทรวงสาธารณสุข มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 24 พ.ค. โดยนพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ดำเนินคดีอาญากับผู้ก่อเหตุใช้ความรุนแรงในโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด โดยมีข้อความระบุว่า สธ. พิจารณาแล้วเห็นควรใช้มาตรการทางกฎหมาย เพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้ก่อเหตุใช้ความรุนแรงจากเหตุทะเลาะวิวาทในโรงพยาบาลทุกราย โดยการฟ้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุ เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ในความผิดมาตรา 360 ทำลายซึ่งทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ มาตรา 364 บุกรุก หรือมีการบุกรุกโดยการใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยมีอาวุธหรือร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือบุกรุกในเวลากลางคืน ตามมาตรา 365 และในความผิดอื่น ๆ (ถ้ามี)



ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า การก่อเหตุในสถานที่ราชการแม้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่ยังไม่มีการบังตับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และไม่มีการจับกุมจริงๆ ส่วนใหญ่มักจบลงด้วยการประนีประนอม ลงเอยด้วยคำว่า"การขอโทษ"จากนั้นปล่อยตัวไปโดยไม่มีการดำเนินคดี  ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วน จะขจัดความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลไม่ให้กลายเป็นที่เสี่ยงภัย และหันมาบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดอย่างจริงจังเสียที




 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    75%
  • ไม่เห็นด้วย
    25%

บอกต่อ : 35