อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564

ตม.แถลงจับพระเณรต่างด้าวบิณฑบาตเรี่ยไรเงิน

"บิ๊กอู๊ด" แถลงผลงานกวาดจับต่างด้าวบวชเป็นพระเณรออกเรี่ยไรเงินชาวบ้าน และจับกุมหนุ่มโอมานฉ้อโกงหลอกลวงผ่านออนไลน์ รวมทั้งหนุ่มจีนปลอมหนังสือเดินทาง พุธที่ 30 ตุลาคม 2562 เวลา 17.50 น.


เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พรชัย ขันตี รองผบช.สตม. พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รองผบช.สตม. และพล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น ผบก.สส.สตม. แถลงข่าว 4 คดีสำคัญ 

พล.ต.ท.สมพงษ์ กล่าวว่า คดีแรกสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ คือ นายซาอีฟ อายุ 27 ปี สัญชาติโอมาน ผู้ต้องหาตามหมายจับตำรวจสากล ในข้อหาฉ้อโกงและหลอกลวงผ่านการทำธุรกรรมออนไลน์ ภายหลังสืบทราบว่า ลักลอบเข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต การจับกุมครั้งนี้มีการทำงานและประสานงานกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตำรวจประเทศโอมาน โดยนายซาอีฟ เป็นผู้ต้องหาที่ทางการประเทศโอมานต้องการตัวเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ พฤติการณ์ของนายซาอีฟ มีการฉ้อโกงผู้เสียหายให้ทำธุรกรรมการการเงินมีผู้เสียหายในประเทศโอมานถูกหลอกมากกว่า 10 ราย มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท โดยใช้เงินที่หาได้ท่องเที่ยวตามประเทศในภูมิภาคอาเซียนรวมถึงประเทศไทย 

คดีที่สอง จับกุมนายลัคแมน (สงวนนามสกุล) สัญชาติจีน ผู้ต้องหาใช้หนังสือเดินทางปลอม สืบเนื่องจากเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา นายลัคแมน มีการนำหนังสือเดินทางประเทศอินโดนีเซียปลอม เพื่อเข้ามายังประเทศไทย กระทั่งมีการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่าหนังสือเดินทางดังกล่าวเป็นของปลอม จึงมีการติดตามกระทั้งจับกุมได้บริเวณปากซอยพัฒนาการ 54 แขวงและเขตสวนหลวง กทม. สอบสวนนายลัคแมน ให้การรับสารภาพว่า แท้จริงแล้วชื่อนายลิน มีการสั่งซื้อหนังสือเดินทางผ่านโปรแกรมแชท เพื่อปลอมตัวหลบหนีการกระทำผิดจากประเทศจีน ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลกลุ่มขบวนการปลอมแปลงหนังสือเดินทางว่า มีผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในประเทศไทยด้วยหรือไม่ก็จะทำการจับกุมต่อไป



คดีที่สาม สตม.มีการสกัดกั้นกลุ่มเว็บพนันออนไลน์จากประเทศเพื่อนบ้านจากประเทศกัมพูชาภายหลังประเทศกัมพูชามีการกวาดล้างเว็บพนันออนไลน์อย่างหนัก โดยกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 สืบทราบมาว่ากลุ่มเครือข่ายการพนันออนไลน์จะมีการย้ายฐานออกจากประเทศกัมพูชาไปยังประเทศข้างเคียง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นประเทศไทยเมียนมาและสปป.ลาว จึงได้กำชับให้เฝ้าระวังและเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองผู้โดยสารในเที่ยวบินที่มาจากประเทศกัมพูชาเป็นพิเศษ โดยภายในเดือนต.ค. ที่ผ่านมา มีการปฏิเสธคนต่างด้าวสัญชาติจีนที่มีลักษณะน่าเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายการพนันออนไลน์ข้ามชาติที่จะเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยจำนวน 231 ราย โดยพบว่าคนต่างด้าวกลุ่มนี้ได้ขนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์จำนวนมากเข้ามาด้วย ซึ่งจากการตรวจสอบภายในคอมพิวเตอร์พบข้อมูลที่เชื่อมโยงกับการประกอบกิจการพนันออนไลน์จำนวนมาก จึงพิจารณาเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรและดำเนินการปฏิเสธการเข้าเมือง พร้อมทั้งผลักดันออกไปนอกราชอาณาจักรและยังคงกำชับให้เฝ้าระวังการเข้ามาตั้งฐานของเครือข่ายการพนันออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

คดีสุดท้ายมีการจับกุมนายซกเมียน อายุ 49 ปี นายโพนซอน อายุ 39 ปี ด.ช.กลม อายุ 14 ปีและด.ช.จอนเลน อายุ 14 ปี ทั้งหมดสัญชาติกัมพูชา สืบเนื่อง บก.ตม.3 ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายในเขตพื้นที่บริเวณตลาดสดสมภพและบริเวณถนนพุทธมณฑลสาย 5 หลังมีประชาชนเข้ามาร้องเรียนเจ้าหน้าที่ ตม.นครปฐม ซึ่งออกปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้นว่า ในเขตพื้นที่จ.นครปฐม มีคนต่างด้าวบวชเป็นพระสงฆ์ออกเดินบิณฑบาต โดยมีพฤติการณ์รับปัจจัยเฉพาะเงินสดและสิ่งของจากประชาชน โดยจะออกมาบิณฑบาตย่านตลาดสดพุทธมณฑลและเข้ามาพักอาศัยอยู่ตามสำนักปฏิบัติธรรมหรือสถานที่ที่อยู่ใกล้แหล่งชุมชน โดยจะเข้ามาเป็นกลุ่ม ซึ่งคาดว่าน่าจะมีวัตถุประสงค์เพื่อเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ จึงได้นำกำลังออกตรวจตามวัดและสถานที่ปฏิบัติธรรม กระทั่งพบพระสงฆ์สัญชาติกัมพูชาจำนวน 2 รูป สามเณรสัญชาติกัมพูชาจำนวน 2 รูป พักอยู่ในสำนักปฏิบัติธรรมพุทธชยันตรี 2,600 ปี ตั้งอยู่ที่ ต.บางแก้วฟ้า อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม จึงได้ขอเรียกดูหนังสือเดินทาง แต่ไม่พบ จึงได้นิมนต์ลาสิกขาโดยความเต็มใจของพระสงฆ์และสามเณร จากนั้นได้ดำเนินการจับกุมในข้อหา "เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต" ส่งพนักงานสอบสวน บก.ตม.3 ดำเนินคดีสืบสวนขยายผลต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามกรณีศาลอาญาได้ออกหมายจับ น.ส.วันทนีย์ทิพย์ ประเวช หรือเดียร์ อายุ 28 ปี และนยา เมธีชินภา อายุ 20 ปีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ พล.ต.ท.สมพงษ์ ระบุว่า ภายหลังการออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 2 ทาง สตม. ได้นำหมายจับเข้าสู่ระบบแบล็คลิสต์แล้ว รวมถึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกด่านให้เฝ้าระวัง หากผู้ต้องหามีการเดินทางเข้าออกนอกประเทศระบบจะแจ้งเตือนแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นหรือพบเบาะแสสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น