อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563

สรุปเหตุยิงสังหารหมู่15ศพยะลา ฝีมือแนวร่วมบีอาร์เอ็น

ไล่ไทม์ไลน์ เหตุยิงถล่มป้อมชรบ.ยะลา สังหารหมู่ 15 ศพ ฉกปืนไป 8 กระบอก ฝีมือแนวร่วมขบวนการ "บีอาร์เอ็น-หน้าขาว" คาดเอาคืนวิสามัญโจรใต้ 2 ศพเมื่อสัปดาห์ก่อน ด้าน "มทภ.4" สั่งปรับแผนใหม่ ยกเลิกเฝ้าป้อมยามเพราะตกเป็นเป้านิ่งให้โจมตีง่าย พฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2562 เวลา 07.00 น.

เหตุยิงถล่มเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เกิดขึ้นในเวลา 00.10 น.วันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา  โดยฝีมือคนร้ายใช้อาวุธสงคราม ทั้ง อาก้า เอ็ม 16 และปืนลูกซองยิงถล่มป้อมยามจุดตรวจ ชรบ.ประจำหมู่บ้านทุ่งสะเดา และชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) ลำพะยาหมู่ 5 ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา ทางตำรวจ สภ.ลำใหม่ กำลังทหารหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่12 อ.เมืองยะลา และกำลัง อส.อ.เมืองยะลา ได้พยายามจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ที่เกิดเหตุพบว่าตามเส้นทางเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ คนร้ายได้เผายางรถยนต์บนถนนหลายจุด พร้อมกับโปรยตะปูเรือใบตลอดเส้นทาง ทำให้ต้องเข้าไปอย่างระมัดระวังและกวาดตะปูเรือใบไปด้วย รถยนต์ของชุดกู้ชีพกู้ภัยแม่ทับทิมและแม่กอเหนี่ยว ถูกตะปูเรือใบยางระเบิดไป 4 คัน

โดยป้อมยาม ชรบ.ทุ่งสะเดา สร้างด้วยอิฐฉาบปูนเป็นบังเกอร์มีหลังคาเป็นสังกะสี โดยบริเวณกำแพงปูนที่ใช้เป็นบังเกอร์มีร่องรอยของกระสุนปืนหลายสิบจุดหลังคาป้อมถูกกระสุนเป็นรูพรุน ตรวจสอบภายในป้อมยามพบศพผู้ถูกยิงเสียชีวิตนอนจมกองเลือดอยู่เกลื่อนกลาดจำนวน 11 ศพ และพบผู้บาดเจ็บอีก 9 ราย เจ้าหน้าที่จึงระดมกันช่วยนำผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งรพ.ยะลา แต่ปรากฏว่ามีผู้บาดเจ็บมาเสียชีวิตที่ รพ.เพิ่มอีก 4 รายรวมเป็นผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 15 ราย



จากการสอบสวนทราบว่า กำลัง ชรบ.และ อส.รวม 14 นายมาเข้าเวรยามประจำป้อมยามชรบ.บ้านทุ่งสะเดา ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้รถจยย.และเดินเท้าเข้ามาประชิดที่ตั้งจุดตรวจ จากนั้นเปิดฉากใช้ไปป์บอมโยนใส่ เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว จากนั้นกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามทั้งอาก้า เอ็ม16 ปืนลูกซอง และปืนพกสั้น ยิงถล่มเข้าใส่จุดตรวจเป็นชุดๆ ร่วมร้อยนัด จนเจ้าหน้าที่ตั้งตัวไม่ทัน...แต่ก็ยังพยายามใช้อาวุธปืนประจำกายยิงตอบโต้ พร้อมกับได้ล่าถอยเข้าสวนยางพาราหลังป้อมยามแต่ก็ไม่สามารถต้านทานการยิงถล่มของคนร้ายที่จู่โจมอย่างสายฟ้าแลบได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หลังเกิดเหตุคนร้ายยังได้กวาดเอาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนไปได้หลายรายการ



สำหรับรายชื่อผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ประกอบด้วย 1. ร.ต.อ.พยุงคินขุนทด รอง สว.ศูนย์ซักถาม ศชต.ช่วยราชการ สภ.ลำใหม่ 2. นายฉลอง ทองงาม อายุ 63 ปี อดีตกำนัน ต.ลำพะยาหน.ชคต. 3.นายสุพจน์ จันทร์วิมาน อายุ 55ปี ผู้ใหญ่บ้าน 4. นางธนารัตน์ไชยปัญญา อายุ 40 ปี อรบ.5.นายบรรจบ ทองกลิ่น ชรบ.6. น.ส.นัยน์นาโพธิเตียเนียม ชรบ. 7. นายธวัชชัย สุพงษ์ 8.นายพูลสวัสดิ์ พูลแก้ว เเพทย์ประจำตำบล 9.นายสุนทร ยอดแก้ว อดีต ผช.กำนัน (ชรบ.)  10. นางรัชนก ยอดแก้ว อรบ.11. นายวิรัตน์ เพชรปล่อง ผู้ช่วยกำนัน 12.นายซัมซามี สามะ 13. นายเนตร จอมทอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 14.นางรอปิอะ กาปานาตู และ 15.น.ส กมลวรรณ อุไทธรรม อายุ 18 ปี นักศึกษา

ส่วนรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 รายที่รักษาตัวที่ รพ.ศูนย์ยะลา ประกอบด้วย 1.นายนรงค์ฤทธิ์ สิทธิพันธ์ อายุ 50 ปี ราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน (อรบ.) ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย มีอาการอื้อเเน่นหน้าอก 2.นายเนาวรัตน์ รัตนเสถียร สมาชิก อบต.และเป็นชรบ. โดนยิงที่หลังทะลุท้อง 3.นายมะรอซี มะแซ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านโดนยิงบริเวณต้นขา 4.นางสายัน ปานทอง อายุ 60 ปี โดนยิงเข้าที่ท้องเเละต้นขาขวา และ 5.นายอาหาหมัด รัตนตัญญู อายุ 52 ปี โดนสะเก็ดระเบิดที่ข้อศอกซ้ายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย



สำหรับสาเหตุที่แนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน "บีอาร์เอ็น" วางแผนเข้าโจมตีป้อมยามจุดตรวจชรบ.จนเจ้าหน้าที่สูญเสียถึง 15 ศพครั้งนี้ เป็นการตอบโต้กรณีที่เจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมแนวร่วม 2 ศพ ที่ ต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งแนวร่วมได้ปฏิบัติการวางระเบิดแสวงเครื่องซุ่มโจมตีฐานปฏิบัติการ และระเบิดคาร์บอมบ์ที่ สภ.ไม้แก่นจ.ปัตตานี นอกจากเจ้าหน้าที่จะวิสามัญแนวร่วม 2 ศพแล้ว ยังมีการปิดล้อม ตรวจค้นและจับกุมญาติๆ ของผู้เกี่ยวข้องเป็นผู้ต้องสงสัยกว่า 10 คนด้วย การปฏิบัติการครั้งนี้ จึงเป็นการเอาคืนของแนวร่วมขบวนการ "บีอาร์เอ็น" โดยใช้ชุดปฏิบัติการพิเศษที่ผ่านมาฝึกการโจมตีและรบแบบกองโจร ประกอบด้วยกำลัง 6 คน แบ่งเป็น3 ชุด ปฏิบัติการ ชุดที่ทำหน้าที่ก่อกวนในพื้นที่ เช่น เผายางรถยนต์ วางตะปูเรือใบยิงปืนในหลายๆ จุด เพื่อให้ เจ้าหน้าที่ในฐานปฏิบัติการใกล้เคียง รวมทั้งตำรวจสภ.ลำใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุ 2 กิโลเมตร พะวักพะวง ไม่กล้าส่งกำลังเข้าไปช่วยเหลือ

ชุดที่ 2 นำกำลังเข้าโจมตีและกวาดเก็บอาวุธ ชุดที่ 3 วางระเบิดแสวงเครื่องบนเส้นทาง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่เดินทางเข้าที่เกิดเหตุได้รวดเร็วเป็นการถ่วงเวลาให้ชุดปฏิบัติการโจมตีถอนตัวอย่างปลอดภัย ซึ่งในการปฏิบัติการครั้งนี้ มีการประกอบกำลังจากพื้นที่ ต.ลำใหม่ อ.เมืองยะลา และตำบลข้างเคียงประมาณ60 คน เพื่อเป็นผู้ช่วยปฏิบัติการ และนำชุดปฏิบัติการหลบหนีด้วยความปลอดภัยและมีการใช้รถยนต์ในการปฏิบัติการครั้งนี้ 10 คันด้วยกัน
ฉกปืนจนท.ไป 8 กระบอก ประกอบด้วย ปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก ปืนลูกยาว  2 กระบอก และปืนพกสั้น  5 กระบอก



อย่างไรก็ตามในพื้นที่เกิดเหตุ ยังพบกองเลือด แมกกาซีนปืน สายสะพายปืนรวมทั้งผ้าพันคอของกลุ่มคนร้ายตกอยู่ เจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐานเก็บสารพันธุกรรมหรือ "ดีเอ็นเอ" เอาไว้เรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนี้ยังได้ให้ชุดสุนัขสงครามของเจ้าหน้าที่ทหารติดตามรอยเลือดของกลุ่มคนร้าย เบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะมีคนร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ยิงปะทะในครั้งนี้ 1-2 ราย  เนื่องจากพบกองเลือดจำนวนมาก

ในเวลาเดียวกันที่บริเวณเส้นทางสายลำใหม่-ลำพะยาหมู่ 4 บ้านลำใหม่ เจ้าหน้าที่ได้พบกล่องต้องสงสัยวางอยู่ริมถนนและมีสายไฟลากยาวเข้าไปในสวนยางพาราข้างทางจึงได้ปิดกั้นการจราจรพร้อมให้เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบและทำลายพบว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนักประมาณ5 กก.บรรจุในกล่องเหล็ก จุดชนวนด้วยระบบแบตเตอรี่ แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบและสามารถทำลายได้ก่อน



พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วยพล.ต.อาคม พรหมพงศ์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา ได้เดินทางมาตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุโดยแม่ทัพภาค 4 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามกลุ่มคนร้ายที่หลบหนีและให้เร่งตรวจสอบดีเอ็นเอที่ได้จากเลือดของคนร้าย รวมทั้งได้สั่งการให้ดูแลเยียวยาครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 15 ราย และที่บาดเจ็บ 5 รายทันที และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกท่าน ที่ผ่านมาหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านสีขาวไม่มีการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม ถึงเวลาแล้วที่พี่น้องประชาชนของเราต้องออกมาต่อต้านกลุ่มบุคคลที่ก่อเหตุรุนแรงทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ขณะนี้ได้ให้กำลังจรยุทธเข้าพื้นที่หมดแล้ว รวมทั้งพี่น้องประชาชนช่วยกันตรวจสอบคนใครเข้า-ออกหมู่บ้านต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว แต่ก็ยังมีช่องว่าง จึงต้องมีการปรับแผนใหม่เป็นจรยุทธจะอยู่ประจำป้อมหรือประจำฐานไม่ได้แล้ว เพราะเป็นเปานิ่งให้คนร้ายโจมตี 

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ จ.ยะลาว่าในวันเดียวกันนี้ได้กำชับในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานด้านความมั่นคงโดยขอให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนระมัดระวังให้มากที่สุดเพราะบางจุดตรวจอยู่ห่างจากพื้นที่เมืองพอสมควรจึงอาจเป็นจุดอ่อนหรือจุดที่มีความเสี่ยงจึงขอให้เพิ่มความระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น

"เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้บั่นทอนกำลังใจแต่ยิ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานด้านความมั่นคงทำงานอย่างหนักมากยิ่งขึ้นถือเป็นเหตุการณ์ที่มีความสูญเสียครั้งใหญ่ของ จ.ยะลาเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนและไร้มนุษยธรรมต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์  ทั้งนี้ ตนเป็นห่วงครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้งหมดรวมถึงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจึงได้สั่งการให้ทางศูนย์บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)ดูแลเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดแล้ว" นายกฯ กล่าว



ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุบ้านทุ่งสะเดา หมู่ 5 ต.ลำพะยา เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติในการเข้าไปเก็บพยานหลักฐานต่าง ๆ รวมทั้งเข้าไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด ภายหลังผบ.ตร.กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องไปปรับแผนการปฏิบัติของกองกำลังโดยต้องมีการพูดคุยกันทั้ง 3 ฝ่าย จุดที่เกิดเหตุเท่าที่ตนเองดูสภาพพื้นที่เป็นทำเลที่ตั้งที่ไม่ค่อยดี ส่วนในเรื่องของพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุนั้น ต้องใช้เวลาการทำงานสักระยะหนึ่งตอนนี้ก็ได้พยานหลักฐานพอสมควร แต่ไม่สามารถพูดได้


มีรายงานข่าวจากหน่วยข่าวแจ้งว่า ขบวนการ "บีอาร์เอ็น" ได้ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษ คล้ายกับหน่วยรบพิเศษของเรา ซึ่งฝึกจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาอยู่ในพื้นที่จำนวน 4 ชุด ๆ ละ 6 คน โดยอยู่ในจ.ปัตตานี 1 ชุด  จ.ยะลา 1 ชุด จ.นราธิวาส1 ชุด และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา 1 ชุด โดยเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่เมื่อ 2เดือนที่ผ่านมา โดยชุดปฏิบัติการพิเศษ 4 ชุดนี้ เป็นบุคคลที่เป็นกลุ่ม "หน้าขาว" คือยังไม่มีประวัติของการเป็นแนวร่วมและการก่อการร้ายในพื้นที่ รวมทั้งไม่มีประวัติในแฟ้มคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายความมั่นคง ทำให้เจ้าหน้าที่ยากต่อการติดตามจับกุม และชุดปฏิบัติการทั้ง 4 ชุด ได้รับคำสั่งจากแกนนำให้ปฏิบัติการด้วยความรุนแรง ต่อเป้าหมายที่เป็นกองกำลังท้องถิ่นใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    98%
  • ไม่เห็นด้วย
    2%

บอกต่อ : 60