อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2563

ตร.แจง"ผู้ช่วย ผบ.ตร." ไม่มีอำนาจเห็นแย้ง"อัยการ"

ตร.ตั้งโต๊ะแถลงข่าว แจง‘ผู้ช่วย ผบ.ตร.’ไม่มีอำนาจเห็นแย้ง”อัยการ” ถึงแม้สงสัยก็ตาม แจงเป็นการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน พุธที่ 29 กรกฎาคม 2563 เวลา 14.19 น.


เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมชาย พัชรอินโต ผบช.กมค. แถลงภายหลังการประชุมหาข้อเท็จจริงกรณีการใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส โดย พล.ต.อ.ศตวรรษ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของการประชุมสืบหาข้อเท็จจริงขั้นตอนการดำเนินคดีอาญากับนายวรยุทธ ได้กำหนดกรอบการประชุมขึ้นมา 3 กรอบ

โดยกรอบแรกเป็นเรื่องการสอบสวนและความเห็นชั้นพนักงานสอบสวน กรอบที่สอง การสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งของพนักงานอัยการ และกรอบที่สาม การดำเนินการพิจารณาความเห็นตาม ป.วิอาญามาตรา 145/1 หลังจากพนักงานอัยการมีความเห็นแล้ว ต้องส่งไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าจะเห็นแย้งหรือไม่เห็นแย้ง

เบื้องต้นทางคณะกรรมการได้ประชุมทั้งสามกรอบ และแบ่งหน้าที่ให้คณะกรรมการแต่ละส่วนรับไปดำเนินการ ผบ.ตร.ได้กำหนดกรอบระยะเวลาการทำงานไว้ 15 วัน พร้อมกำชับการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ ต้องได้ข้อเท็จจริงและโปร่งใส สามารถอธิบายได้ ตั้งแต่คดีเกิดขึ้นมา จนกระทั่งสุดท้ายสั่งไม่ฟ้อง เราต้องอธิบายให้สังคมทราบได้
 
ด้าน พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวว่า การพิจารณาในกรอบที่สาม เรื่องความเห็นตาม ป.วิอาญามาตรา 145/1 จะดูการใช้ดุลยพินิจ ว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยชอบหรือไม่ชอบ ซึ่งกรณีที่ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ใช้อำนาจผบ.ตร. ตาม ป.วิอาญามาตรา 145/1 นั้น ทั้งนี้การใช้ดุลยพินิจเห็นแย้งหรือไม่เห็นแย้งนั้น 97 เปอร์เซ็นต์ คดีที่มาจากพนักงานอัยการเราไม่แย้ง มีแค่ 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่แย้ง เป็นเรื่องข้อกฎหมายที่อ้างมา และข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนซึ่งขั้นตอนนี้เป็นการตรวจสอบเรื่องข้อกฎหมาย จะพิจารณาได้เฉพาะคำฟ้องของพนักงานอัยการ จะดูในข้อกฎหมายตามที่พนักงานอัยการมีความเห็นมา มีข้อกฎหมายถูกต้องหรือไม่ และดูข้อเท็จจริงที่พนักงานอัยการมีความเห็นมานั้นมีข้อเท็จจริงที่ถูกต้องหรือไม่ ไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวน ที่จะไปรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมขึ้นมาอีก เพราะไม่มีอำนาจที่จะทำได้

พล.ต.ท.สมชาย กล่าวว่า กรณีที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ไม่ลงนามเห็นแย้งสำนวนคดีดังกล่าวตามขั้นตอนกฎหมายบัญญัติไว้ว่า ให้ ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. หรือผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งตามปกติ ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ผู้ช่วย ผบ.ตร. แต่ละท่านเป็นผู้พิจารณาคดีแบ่งกันไปตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการแต่ละส่วน

ขณะที่ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวเสริมประเด็นนี้ว่า เมื่อมีการแบ่งมอบหน้าที่ตั้งแต่ต้น การลงนามเห็นแย้งหรือไม่เห็นแย้ง ผบ.ตร. จะไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากแต่ละวัน มีคดีที่ถามความเห็นมาประมาณ 700 คดี การลงความเห็นตาม ป.วิอาญามาตรา 140 มันเป็นทางเทคนิค ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญของกองคดีเฉพาะด้านทำ ทุกอย่างจะดำเนินไปตามกลไกตามปกติ ผบ.ตร.จะไม่มีการสั่งเพิ่มเติมใดๆทั้งสิ้น เพราะวันละ 700 คดี จะรายงานไม่ไหว และขั้นตอนการทำสำนวน จะทำตั้งแต่ รองสว. ขึ้นมาตามลำดับ ซึ่งเป็นงานทางเทคนิคเท่านั้น ไม่ใช่งานสอบสวน
 
"ตามหน้างาน พล.ต.ท.เพิ่มพูน เซ็นออกไป เป็นประเด็นที่สงสัยไม่ได้ เพราะเขาตรวจสำนวนเฉยๆ ถึงแม้สงสัยก็ไม่มีอำนาจ และไม่มีสิทธิ์ถามไปทางพนักงานอัยการ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ดูแต่เพียงว่าสำนวนครบองค์ประกอบข้อกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ได้มาถูกต้องหรือไม่ มันเป็นการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน กรณีพยาน 2 ปากที่เพิ่มเข้ามา ต้องเข้าใจว่าขั้นตอนตรงนั้นพนักงานสอบสวนไม่ได้ทำความเห็นทางคดีแล้ว และ พล.ต.ท.เพิ่มพูน เป็นผู้ช่วยผบ.ตร. ถืออำนาจ ผบ.ตร. ในการไม่แย้ง พล.ต.ท.เพิ่มพูน ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีอำนาจในการชั่งน้ำหนักพยาน เรื่องเห็นแย้งกับเรื่องความเห็นทางคดีมันแยกออกจากกัน การตอบคำถามในส่วนของ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ผมตอบในเรื่องของเทคนิคทั่วไป ไม่ได้ลงรายละเอียดอื่นๆ เพราะคณะกรรมการยังไม่มีการตรวจสอบ" พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าว
 
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    2%
  • ไม่เห็นด้วย
    98%

บอกต่อ : 31