อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564

ยันแยกนักโทษติดโควิดได้100% ชี้1,500คนใกล้'รุ้ง'ไร้เชื้อ

"อธิบดีกรมราชทัณฑ์" แจงมาตรการควบคุมเชื้อโควิด จัดหายา-สร้างแล็บ-ปูพรมตรวจนักโทษ งดนำผู้ต้องขังขึ้นศาล ด้านรองอธิบดีกังวลเชื้อสายพันธ์ุใหม่ติดเชื้อเร็ว แต่แยกผู้ติดเชื้อได้ 100% ขณะที่ผลตรวจผู้ต้องขังหญิง 1,500 รายใกล้ชิด "รุ้ง" ไม่พบติดเชื้อ พฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม 2564 เวลา 14.40 น.


เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ที่กรมราชทัณฑ์ นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วย นายวีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ แถลงข่าวผ่านออนไลน์ไลฟ์ผ่านเพจกรมราชทัณฑ์ เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ภายในเรือนจำ โดยนายอายุตม์ กล่าวว่า ปัจจุบันราชทัณฑ์พบผู้ติดเชื้อในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 1,794 ราย ทัณฑสถานหญิงกลาง 1,039 ราย รวมทั้ง 2 เรือนจำ มีผู้ติดเชื้อ 2,833 ราย ซึ่งเป็นยอดผู้ติดเชื้อรวมตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่เริ่มมีการระบาดระรอกใหม่ โดยผู้ที่ติดเชื้อได้ส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลแม่ข่าย คือ โรงพยาบาลทัณฑสถาน และได้มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่มด้วย ส่วนผู้ที่ติดเชื้อในกลุ่มไม่แสดงอาการหรือกลุ่มสีเขียว จะส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลสนาม จะปิดพื้นที่บางแดนเพื่อทำเป็นโรงพยาบาลสนามสำหรับผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียว พร้อมทั้งเร่งขยายผลการสอบสวนโรคจากผู้ติดเชื้อดังกล่าวไปยังผู้ต้องขังที่อยู่ในระยะพื้นที่รับเชื้อทุกราย โดยจะตรวจซ้ำยืนยันภายใน 7 วัน และ 14 วัน 

นายอายุตม์ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการด้านบริหารสถานการณ์โควิดของกรมราชทัณฑ์ จะมีการคัดกรองผู้ติดเชื้อด้วยวิธีการสวอบและเอกซเรย์ปอดผู้ต้องขังทุกรายให้เร็วที่สุด ซึ่งในส่วนนี้มีรถเอกซเรย์พระราชทานมาให้การสนับสนุน  หากพบผู้ติดเชื้อจะแยกให้อยู่โรงพยาบาลสนามตามที่จัดไว้แล้ว และจัดให้ยาโดยเร็วเพื่อไม่ให้มีปัญหาเชื้อลงปอด พร้อมกันนี้จะได้มีการจัด อาสาสมัคร อส.จร. ซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่มีวุฒิภาวะและความรู้มาช่วยดูแล ผู้ติดเชื้อด้วย นอกจากนี้ จะประสานกระทรวงสาธารณสุขเพื่อซื้อยาฟาวิพิราเวียร์ และประสานโรงพยาบาลอภัยภูเบศร์เพื่อจัดซื้อฟ้าทะลายโจรมา ใช้รักษาแก่ผู้ต้องขังที่มีอาการไม่รุนแรง



อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของเรือนจำได้ออกคำสั่ง ให้ผู้ต้องขัง สวมหน้ากากอนามัยตลอด 24 ชั่วโมง และใช้เจลแอลกอฮอล์ รวมทั้งสบู่ล้างมือบ่อยๆ รวมทั้งให้มีการเพิ่มคลอรีนในน้ำที่ใช้อาบ เพื่อทำความสะอาดร่างกายได้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนได้มีการเร่งสร้างห้องแล็บเพิ่ม โดยใช้เงินที่ได้รับพระราชทานในโครงการปันสุขราชทัณฑ์ ซึ่งคาดว่าจะสร้างเสร็จภายใน 5 วัน และจะสามารถตรวจหาเชื้อวิเคราะห์ผลได้วันละ 1,500 เคส อย่างไรก็ตาม ในบางเรือนจำผู้บัญชาการเรือนจำในบางจังหวัดได้ประสานกับทางสาธารณสุขจังหวัด เพื่อให้มีการฉีดวัคซีนให้กับผู้ต้องขังแล้ว ส่วนการไต่สวนผู้ต้องขังจะใช้ระบบ Video Conference ทั้งในกทม. และต่างจังหวัดทุกเรือนจำ ซึ่งเป็นไปตามมาตรการบับเบิลแอนด์ซี โดยได้มีการประสานกับทางศาลยุติธรรมแล้ว พร้อมกันนี้การรับตัวผู้ต้องขังแรกรับจากเดิมที่กักโรค 14 วันจะเพิ่มเป็นระยะเวลา 21 วัน และตรวจซ้ำอีกครั้งก่อนจะจำหน่ายจากแดนกักควบคุมโรคไปยังแดนทั่วไป รวมทั้งจากเดิมที่มีการคัดกรองหลังกักโรค 3 วันแรกก็เปลี่ยนแปลงเป็นการคัดกรองตรวจหาเชื้อโควิดทันทีตั้งแต่วันแรกที่ส่งเข้าเรือนจำ

ด้านนายวีระกิตติ์ กล่าวว่า สถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อในเรือนจำที่เกิดขึ้นขณะนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ภายนอกชัดเจน แต่สิ่งที่น่ากังวลในการแพร่ระบาดครั้งนี้ คือเรื่องของสายพันธ์ุที่มีความไวต่อการติดเชื้อได้สูง แสดงอาการช้า และมีภาวะแทรกซ้อนอันตราย ซึ่งปี 63 ราชทัณฑ์มีผู้ติดเชื้อไม่ถึง 10 คน นับเป็นเรื่องใหม่ที่กรมราชทัณฑ์ต้องเผชิญ ขณะที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ อาจจะมีบุคลากรด้านการแพทย์ไม่เพียงพอกับการดูแลผู้ป่วยทั้งหมด ทางราชทัณฑ์ได้เร่งจัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือเพิ่มเติม ได้แก่ เวชภัณฑ์ ยาต้านไวรัสฟาวิพิราเวียร์ จากองค์การเภสัชกรรม, ยากลุ่มพิเศษอยู่นอกบัญชียาหลักซึ่งมีราคาสูง (High cost) ที่อยู่ในระหว่างขออนุมัติการจัดซื้อจากกรมราชทัณฑ์, อุปกรณ์เครื่องมือ เช่น เครื่องช่วยหายใจ (Ventilator) พร้อมระบบ High flow oxygen จำนวนอย่างน้อย 5 -15 เครื่อง, วัสดุในการตรวจคัดกรองเชื้อ เช่น ชุด PPE ชุด Rapid test สำหรับตรวจ Antigen และ Antibody และอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ เพื่อเตรียมความพร้อม

“การคัดกรองเชิงรุกแบบ 100% ในปัจจุบัน ทำให้สามารถแยกกลุ่มเป้าหมายที่ติดเชื้อและกลุ่มที่ยังไม่ติดเชื้อแยกจากกันได้อย่างทันท่วงที จึงเป็นประโยชน์ในเชิงระบาดวิทยาในการควบคุมโรค รวมถึงการเอ็กซ์เรย์ปอดทุกรายโดยรถพระราชทานจะทำให้ค้นหาผู้ป่วยรายที่มีภาวะแทรกซ้อนปอดอักเสบได้รวดเร็ว นำไปสู่การเริ่มยาแบบก้าวหน้าตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งจะลดผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และลดอัตราการเสียชีวิต สำหรับแผนดำเนินการหลังจากนี้ จะเพิ่มศักยภาพของโรงพยาบาลสนาม ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ให้สามารถรองรับผู้ป่วยระดับสีแดง อาการหนัก โดยจะติดตั้งระบบ High Flow Oxygen และเครื่อง Ventilator ประมาณ 5 – 10 เตียง เพื่อรองรับไว้ และสำรองยาที่ใช้รักษาให้เพียงพอตลอด รวมถึงเตรียมเสนอให้มีการฉีดวัคซีนแก่ผู้ต้องขังในรายที่ไม่ติดเชื้อและไม่มีภูมิต้านทาน โดยเริ่มในกลุ่มผู้สูงอายุ หรือมีโรคประจำตัว หรือค่า BMI สูง จนครอบคลุมผู้ต้องขังทุกราย” รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าว



นายวีระกิตติ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง ที่ได้ออกมาเปิดเผยว่าตนติดเชื้อโควิด-19 นั้น กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 เชิงรุกในผู้ต้องขังทัณฑสถานหญิงกลางแบบ 100% รวมถึงได้ตรวจหาเชื้อกับ น.ส.ปนัสยา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 เม.ย.64 โดยผลตรวจออกมาเป็นลบไม่มีเชื้อโควิด-19 แต่ต้องกักตัวน.ส.ปนัสยาอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 5 พ.ค. ซึ่งน.ส.ปนัสยา ไม่ได้ออกไปภายนอกเรือนจำหรือทำกิจกรรมใดๆ จนกระทั่งได้รับปล่อยตัวไปเมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา อีกทั้งเมื่อวันที่ 8 พ.ค.64 กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการตรวจหาเชื้อเชิงรุก 100% อีกครั้งในแดนที่ น.ส.ปนัสยา กักตัวอยู่ ซึ่งมีผู้ต้องขัง 1,500 คน ก็ไม่พบว่ามีผู้ต้องขังรายใดที่อยู่ร่วมกับ น.ส.ปนัสยา ติดเชื้อโควิด-19 ส่วนกรณีของนายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ แกนนำกลุ่มคณะราษฎร ที่ได้ตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 ก่อนนำตัวขึ้นศาล ในวันนี้ผลการตรวจนายภาณุพงศ์พบว่า ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันได้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเรือนจำและทัณฑสถานที่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ได้มีการทำความสะอาด และฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุกพื้นทื่เป็นประจำ รวมถึงห้องทำงานของเจ้าหน้าที่และผู้คุมตามมาตรการป้องกันของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากเรือนจำเป็นสถานที่ปิดและมีผู้ต้องขังจำนวนมาก


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ด่วน! 'ไมค์-ภาณุพงศ์' ติดโควิด-19ในเรือนจำ

ด่วน!'รุ้ง'ติดโควิดหลังออกจากคุก โร่ขอโทษ-แจ้งไทม์ไลน์

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น