อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 27 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 27 กรกฎาคม 2564

อดีตอาจารย์แจ้งจับสาวแสบ อาศัยช่วงเศร้าหลอก21.8ล.

อดีตอาจารย์คณะอักษรฯ จุฬาฯ เข้าแจ้งความถูกหญิงคนรู้จัก อาศัยช่วงเศร้า-เข้ามาตีสนิทหลอกเงินไปรวมกว่า 21.8 ล้าน พุธที่ 2 มิถุนายน 2564 เวลา 16.00 น.


เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ สน.พหลโยธิน นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ พา ผศ.ขนิษฐ์ ตัณฑวิรัตน์ อายุ 84 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62/5 ซอยลาดพร้าว 35 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อม น.ส.กนกกร แพทย์ดี อายุ 34 ปี เหลนของ ผศ.ขนิษฐ์ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ศักดิพัฒน์ เหรียญทอง รอง ผกก.(สอบสวน)​ สน.พหลโยธิน​ เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 55 ปี หลังก่อเหตุใช้อุบายเข้ามาตีสนิทกับ ผศ.ขนิษฐ์ ก่อนหลอกลวงให้ ผศ.ขนิษฐ์ ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของตัวเอง แล้วไปเข้าบัญชี น.ส.เอ จำนวน 21.8 ล้านบาท ทั้งที่ไม่ใช่ญาติ เมื่อทวงถามเงินจำนวนดังกล่าวกลับไม่ยอมคืน อ้างว่าผู้เสียหายให้ด้วยความเสน่หา

นายอนันต์ชัย เปิดเผยว่า ผศ.ขนิษฐ์ เป็นภรรยาของนายมนตรี ตัณฑวิรัตน์ อดีตรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 63 ต่อมาหลานชายผู้ดูแล ผศ.ขนิษฐ์ ได้เสียชีวิตไปเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ระหว่างนั้น ได้มี น.ส.เอ ซึ่งอ้างว่าทำธุรกิจเครื่องเพชร เครื่องประดับ ย่านถนนวิทยุ อาศัยช่วงเวลาที่ ผศ.ขนิษฐ์ อยู่ในความเศร้าโศกประกอบกับโรคชรา และมีอาการหลงๆ ลืมๆ ใช้อุบายพา ผศ.ขนิษฐ์ ไปลงชื่อเบิกเงินออกจากบัญชีของ ผศ.ขนิษฐ์ ที่เปิดไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาลาดพร้าว 33 จำนวน 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 21.8 ล้านบาท โดยครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 64 หลอกให้ถอนเงินต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาย่อยอาภาภิรมย์ 4.4 ล้านบาท ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 64 ถอนจากธนาคารกรุงไทย สาขาจามจุรี เป็นเงิน 14 ล้านบาท ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ถอนจากธนาคารกรุงไทย สาขาบิ๊กซีลาดพร้าว 2 จำนวน 1.1 ล้านบาท และครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ถอนจากธนาคารกรุงไทย สาขาจามจุรี เป็นเงิน 2.3 ล้านบาท จนเงินในบัญชีเหลือเพียง 7.8 หมื่นบาท



นายอนันต์ชัย เปิดเผยต่อว่า​ นอกจากนี้ ในวันที่ 29 เม.ย.64 น.ส.เอ ยังหลอกให้ ผศ.ขนิษฐ์ ปิดบัญชีที่สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วให้นำเงิน 13 ล้านบาท เข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาลาดพร้าว 33 ของ ผศ.ขนิษฐ์ เพื่อเตรียมจะหลอกให้ไปถอนเงินจำนวนดังกล่าวอีก แต่โชคดีที่คนดูแลเห็นผิดปกติ จึงรีบแจ้งญาติให้ตรวจสอบ จนทราบความจริงจากธนาคารกรุงไทย สาขาลาดพร้าว 33 ว่า เงินของ ผศ.ขนิษฐ์ ถูกถอนออกจากบัญชีธนาคารกรุงไทย ต่างสาขา ไปเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาสุรวงศ์ ของ น.ส.เอ จำนวนรวมกว่า 21.8 ล้านบาท เมื่อทวงถามเงินจำนวนนี้คืน ทาง น.ส.เอ กลับไม่ยอมคืนอ้างว่า ผศ.ขนิษฐ์ ให้ด้วยความเสน่หา และเป็นการให้เงินเพื่อไปทำบุญ ตนจึงพาผู้เสียหายมาแจ้งความวันนี้ ในความผิดข้อหา ลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย หรือฉ้อโกงโดยใช้กลอุบาย

ขณะที่ ผศ.ขนิษฐ์ เปิดเผยว่า ตนรู้จักกับ น.ส.เอ มานานแล้ว โดยเจอครั้งแรกที่สนามเทนนิสแห่งหนึ่งผ่านทางพ่อของ น.ส.เอ แต่ไม่ได้มีความสนิทสนม และไม่ได้เป็นญาติกัน ต่อมา สามีตนเสียชีวิต น.ส.เอ ได้เข้ามาทำทีตีสนิทอ้างว่าจะช่วยดูแลและเป็นคนพาตนไปหาหมอ แต่ละครั้ง น.ส.เอ จะมาหาตั้งแต่เช้า พอมาถึงจะพูดคุยด้วยภาษาอังกฤษกับตน และไม่ยอมให้พูดภาษาไทย อีกทั้งยังบอกให้คนรับใช้ของตนออกไปด้านนอก ถือว่ามีเลศนัย พอรับตนก็จะพาไปธนาคาร โดย น.ส.เอ จะถือสมุดบัญชีของตน คาดว่าคงหยิบไปตอนตนอยู่ที่โรงพยาบาล ทั้งนี้ ขณะอยู่ที่ธนาคาร น.ส.เอ จะให้ตนนั่งรอและให้เซ็นเอกสาร ขณะนั้นตนเองรู้สึกเบลอๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง เนื่องจากยังเป็นช่วงที่กินยารักษาโรคซึมเศร้า ทำให้มีอาการเบลอๆ แต่ปัจจุบันแพทย์ลดยาซึมเศร้าลงแล้ว สุขภาพจึงดีขึ้น และมารู้ทีหลังว่าถูก น.ส.เอ โกงเงินที่เก็บมาทั้งชีวิตไปจำนวนมาก ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการให้เงินโดยเสน่หาตามที่ น.ส.เอ กล่าวอ้าง



ด้าน น.ส.กนกกร​ เปิดเผยว่า หลังจากรู้ว่าสมุดบัญชีของคุณย่าหายไป จึงไปขอคัดสเตทเม้นที่ธนาคาร พอได้มาก็ค่อนข้างชัดเจน เพราะมีการแสดงยอดเงินโอนของย่าเข้าเลขที่บัญชีใด เมื่อตรวจสอบก็พบว่าเงินเข้าไปในบัญชีของ น.ส.เอ จำนวน 4 ครั้ง รวม 21.8 ล้านบาท ตนจึงถามย่าว่าตั้งใจให้ น.ส.เอ หรือไม่ ถ้าตั้งใจให้ตนจะไม่ยุ่ง ปรากฏว่า ย่าบอกว่าไม่เคยให้เงิน น.ส.เอ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงินจำนวนดังกล่าวหายไปแล้ว ตนจึงโทรศัพท์หา น.ส.เอ ถามว่าเงินก้อนนี้นำไปใช้ทำอะไร ตนจะได้บอกย่าว่าเงินไปไหนบ้าง แต่ น.ส.เอ ไม่ตอบ ตนเรียกให้มาคุยกันที่บ้านก็ไม่ยอมเข้ามา ขณะนั้นตนกำลังยุ่งเรื่องงานศพแม่ น.ส.เอ จึงอ้างว่าอยากให้ผ่านงานศพไปก่อน แล้วค่อยคุย ตนเลยบอกว่าทางญาติๆ ช่วยกันดูแลงานศพกันดีแล้ว แต่ น.ส.เอ ก็ยังปฏิเสธที่จะเข้ามาคุย ตนคิดว่าถ้าพาย่าไปหาหมอ หรือมีการไปเบิกเงินจำนวนมาก ควรจะแจ้งญาติของย่าด้วย แต่พวกเราก็ไม่เคยทราบ

น.ส.กนกกร​ เปิดเผยต่อว่า ต่อมา ตนได้โทรฯ หา น.ส.เอ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อติดตามว่าจะเข้ามาคุยไกล่เกลี่ยหรือไม่ น.ส.เอ ไม่รับ ก่อนจะโทรฯ กลับมา โดยเจ้าตัวได้บ่ายเบี่ยง ไม่ให้คำตอบชัดเจน แค่อ้างว่าย่าให้เงินเขา แต่ตนเห็นว่าเงินจำนวนมาก ทำไมย่าต้องให้ หรือจะให้ไปทำอะไรก็ควรมีเอกสาร แต่ก็ไม่มีอะไรมายืนยัน ตนจึงแจ้งว่าถ้าคุยไม่ลงตัวก็ต้องแจ้งความ เขาก็ตอบกลับว่าถ้าเห็นว่าสมควรแจ้งความก็แจ้งเลย

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนจะสอบปากคำผู้เสียหาย และตรวจสอบพยานหลักฐานที่นำมามอบให้ เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดใด ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    75%
  • ไม่เห็นด้วย
    25%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 40