อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 ธันวาคม 2561

ทีดีอาร์ไอฟันธง"แกร็บคาร์"ไม่ต้องจดป้ายเหลือง

"ที่ดีอาร์ไอ"เผยผลการศึกษา รูปแบบร่วมเดินทางRideSharing ผ่านแอพพลิเคชั่น เช่นแกร็บคาร์ ไม่ต้องใช้ป้ายเหลือง ระบุประชาชนชื่นชอบเตรียมเสนอรัฐแก้ไข พุธที่ 20 มิถุนายน 2561 เวลา 08.00 น.

ดร.สุเมธ องกิตติกุล  ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ  (TDRI) เปิดเผยว่า  เตรียมเสนอผลการศึกษาบริการรูปแบบร่วมเดินทาง (RideSharing) ของแอพพลิเคชั่นแกร็บคาร์   ที่ควบรวมกับอูเบอร์หรือแอพฯอื่นๆ ในรูปแบบเดียวกันที่ให้บริการแท็กซี่ผ่านแอพฯ  ให้รัฐบาลและกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) พิจารณาแนวทางการจดทะเบียน RideSharing  ให้ถูกต้องตามกฎหมายรวมทั้งนำคนขับและรถมาขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องโดยไม่ต้องเปลี่ยนเป็นป้ายทะเบียนสีเหลือง(รถสาธารณะ)  สามารถใช้ป้ายทะเบียนเดิม(สีขาว) ได้ 

 โดยผู้ให้บริการต้องมาจดทะเบียนกับขบ.เพื่อลงบันทึกประวัติพร้อมรับสติ๊กเกอร์2 ชิ้นระบุว่ารถคันนี้เป็นรถรับจ้างสาธารณะติดด้านท้ายและด้านหน้ารถ ส่วนบทลงโทษตามกฎหมายและมาตรฐานของรถยนต์ต้องเป็นไปตามที่ขบ.กำหนดเช่น การตรวจสภาพรถตามรอบเหมือนกับรถบริการสาธารณะทั่วไป แต่มีข้อแตกต่างจากแท็กซี่สาธารณะคือไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์บางประเภทตามที่รัฐบาลกำหนดอาทิ มิเตอร์ จีพีเอสล็อคความเร็ว กล้องถ่ายภาพนิ่ง( SnapShot Camera)เป็นต้นโดยไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายเช่นกันเพียงแค่ประกาศกฎกระทรวงเพื่อบังคับใช้ต่อไป

ดร.สุเมธกล่าวต่อว่า จากการศึกษาของTDRIพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่ใช้บริการระบบ Ride Sharing ให้เหตุผลว่ามีความสะดวกสบายและรวดเร็วรวมถึงความสุภาพในงานบริการมากกว่าแท็กซี่ทั่วไป แต่ยังกังขาเรื่องความน่าเชื่อถือของผู้ขับขี่ขณะที่ข้อได้เปรียบของระบบนี้มีหลากหลายด้าน ทั้งชำระค่าโดยสารผ่านบัตรเครดิตรวมถึงการจองล่วงหน้า  การติดตั้งจีพีเอสบอกตำแหน่งรถและบอกระยะเวลารอรถเป็นต้น  



นอกจากนี้ยังมี 3ปัจจัยหลักที่ผู้โดยสารเลือกใช้คือ 1.ได้รับโปรโมชั่นลดราคา 2.ความรวดเร็ว3.บริการแบบเข้าถึงหน้าประตู (door-to-door)  รวมไปถึงความคุ้มค่าทางด้านสังคมและเศรษฐกิจอาทิ กระตุ้นให้รถแท็กซี่บริการดีขึ้น ตอบสนองเทรนด์การใช้ชีวิต ขยายตลาดแรงงานการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่ไม่ถูกใช้อย่างเต็มศักยภาพ ลดต้นทุนธุรกรรม (Transactioncost) เป็นต้น  ส่วนข้อเสียนั้นเป็นเรื่องอัตราค่าโดยสารที่สูงเกินจริงและราคาที่ผันผวนเพราะคำนวณราคาแบบพลวัตร (Dynamic Pricing) เป็นการปรับค่าโดยสารตามภาพของตลาดตามเวลาจริงอีกทั้งผู้ประกอบการไม่เปิดเผยวิธีการคำนวณการคิดราคา   
ดร. สุเมธ กล่าวต่อว่า  สำหรับข้อเสียทางสังคมประกอบด้วย1.การคุ้มครองผู้บริโภค เช่น การคิดค่าโดยสารเพิ่มคิดเงินเพิ่มเมื่อยกเลิกเที่ยววิ่ง 2.การไม่ปฏิบัติตามระเบียบในการกำกับดูแล3.ความปลอดภัยของยานพาหนะ 4.ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวในระบบดิจิทัล  เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของ RideSharing และแท็กซี่ในระบบพบว่า Ride Sharing มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยการเดินทางราว147 บาท สูงกว่าแท็กซี่ซึ่งอยู่ที่ราว 131 บาท ระยะเวลาในการเดินทาง RideSharing อยู่ที่ 30 นาทีส่วนแท็กซี่อยู่ที่ 31นาทีและมีเวลารอรถเท่ากันที่ 9 นาที  โดยพบว่าผู้โดยสารยินดีจ่ายแพงกว่าเพื่อความสะดวกสบาย แต่จำเป็นต้องมีมาตรฐานการกำกับดูแลและบทลงโทษที่เหมือนกับรถแท็กซี่ทั่วไปโดยเฉพาะอัตราค่าโดยสารที่ต้องถูกกำหนดในกรอบเดียวกัน

นายจงรักษ์ กิจสำราญกุล  รองอธิบดีขบ. กล่าวว่า   ผู้ขับขี่ที่ให้บริการRide Sharing ต้องเข้าสู่ระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย  ส่วนข้อเสนอของผลการศึกษาทีดีอาร์ไอจะนำมาพิจารณาในรูปแบบของกรรมการและเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาด้วย   โดยทีอีอาร์ไอจะนำเสนอผลการศึกษาเป็นทางการก.ค.นี้  ปัจจุบันมีแท็กซี่ที่จดทะเบียนถูกต้องและติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยครบถ้วนในระบบTaxi Ok แล้วราว 7,000 คัน

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 14