อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2561

ครม.อนุมัติทางคู่เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ

ครม.ไฟเขียวรถไฟทางคู่ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323 กม. วงเงินรวม 85,345 ล้านบาท สิ้นสุดการรอคอย 58 ปี เพิ่มเส้นทางใหม่ อังคารที่ 31 กรกฎาคม 2561 เวลา 17.06 น.


 เมื่อวันที่ 31 ก.ค. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติการดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323 กม. วงเงินรวม 85,345 ล้านบาท ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ประกวดราคาจ้างก่อสร้างด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ประมูลแบบนานาชาติ แบ่งการดำเนินโครงการเป็น 3 สัญญา ได้แก่ สัญญาที่ 1 เด่นชัย-งาว ระยะทาง 104 กม. วงเงิน 26,704 ล้านบาท, สัญญาที่ 2 งาว-เชียงราย ระยะทาง 135 กม. และสัญญาที่ 3 เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 84 กม. วงเงิน 17,482 ล้านบาท ค่าเวนคืนที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ 10,660 ล้านบาท และค่าจ้างที่ปรึกษา 1,764 ล้านบาท ทั้งนี้รัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ โดยได้เร่งให้ รฟท. เปิดประมูลภายในปีนี้ และเปิดบริการให้ได้ภายในปี 65-66 จากแผนเดิมที่ต้องแล้วเสร็จภายในปี 68  

 นายอาคม กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการดังกล่าว มีจุดเริ่มต้นที่สถานีเด่นชัย จ.แพร่ มุ่งไปทางทิศเหนือผ่าน จ.ลำปาง พะเยา และเชียงราย สิ้นสุดที่บริเวณด่านพรมแดนเชียงของ จ.เชียงราย มี 26 สถานี ลานขนถ่ายสินค้า 4 แห่ง ลานกองเก็บตู้สินค้า 1 แห่ง ก่อสร้างอุโมงค์รถไฟ 4 อุโมงค์ ก่อสร้างถนนยกข้ามทางรถไฟ 40 แห่ง และถนนลอดใต้ทางรถไฟ 102 แห่ง ซึ่งโครงการนี้ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์สำคัญมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศ สปป.ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มปัจจัยดึงดูดการลงทุนในพื้นที่ให้มากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่งทางรางในภาพรวมของประเทศ



นายอาคม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนของโครงการฯ เพื่อสร้างทางรถไฟ สร้างทาง และสะพานข้ามทางรถไฟในเส้นทางก่อสร้างในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.แพร่, ลำปาง, พะเยา และเชียงราย อย่างไรก็ตามโครงการนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์การเพิ่มสายทางใหม่ครั้งแรกหลังจากรอคอยมา 117 ปี นับตั้งแต่รัฐบาลได้เริ่มโครงการฯ เมื่อปี 2503 และเริ่มศึกษาความเหมาะสมในการก่อสร้างโครงการตั้งแต่ปี 2507 จนปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 58 ปีที่รอคอย ถือเป็นโครงการที่ยาวนานมาก ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 และมาเริ่มทำได้จริงในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12

นายอาคม กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการดังกล่าว ครม. มอบให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ให้เสนอแนวทางการพัฒนา และภาพรวมโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งของไทย ให้ครม.รับทราบ ซึ่งคาดว่าจะเสนอ ครม.ภายใน 1 เดือนนี้ 2.ให้ประสานกับพื้นที่และท้องถิ่นจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว 3. ให้จัดทำแผนบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมระหว่างก่อสร้าง เนื่องจากโครงการนี้ผ่านลุ่มน้ำชั้น 1 A และมีการก่อสร้างอุโมงค์ 4 จุด รวมความยาว 13.9 กม. ได้แก่ จ.แพร่ 2 จุด แห่งที่ 1 ระยะทาง 1.1 กม. และแห่งที่ 2 ระยะทาง 6.4 กม., จ.พะเยา 2.8 กม. และ จ.เชียงราย 3.6 กม.  และ 4.ให้ศึกษาการเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นเข้ามาบริการเดินรถในท้องถิ่นได้ อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำว่า การออกแบบก่อสร้างสถานีควรยึดหลักประหยัด ไม่ต้องหรูหราเกินไป ไม่อยากให้ใหญ่โตมโหฬารไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการ แต่ต้องออกแบบให้ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมทั้งอยากให้สนับสนุนการประกอบรถภายในประเทศด้วย

นายอาคม กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้โครงการดังกล่าวจะเสนอต่อคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง (ซูเปอร์บอร์ด) ซึ่งมีนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นประธาน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสเช่นเดียวกับโครงการรถไฟทางคู่ 5 โครงการที่ผ่านมา รวมถึงให้ข้อคิดเห็น และให้ความเห็นชอบเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของโครงการนี้ อย่างไรก็ตามสำหรับโครงการรถไฟทางคู่ระยะ 2 ที่เหลืออีก 8 เส้นทางนั้น ในเดือนก.ย.-ต.ค.นี้ จะสามารถเสนอได้อีก 1-2 เส้นทาง ซึ่งน่าจะเป็นเส้นทาง ขอนแก่น-หนองคายก่อน ส่วนเส้นทางอื่นจะทยอยเสนอ ครม. เดือนละ 2 เส้นทาง คาดว่าภายในปีนี้จะเสนอได้ครบทั้งหมด 9 เส้นทาง.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 14