อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 มิถุนายน 2562

เล็งออกกฎหมายคุมงานก่อสร้างแก้รถติด

สนข. เล็งออกกฎหมายคุมงานก่อสร้างเสี่ยงแก้รถติด กำหนดเอกชนต้องผ่านรายงานผลกระทบจราจร คาดบังคับใช้ใน 5 ปี ด้านภาคขนส่งหนุนบังคับใช้เป็นกฎหมาย ส่วนนักลงทุนอสังหาฯ ฉุดโครงการช้า-ต้นทุนเพิ่ม พฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2562 เวลา 18.02 น.


เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ นายชยธรรม์ พรหมศร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นประธานเปิดสัมมนาครั้งที่ 3 โครงการศึกษาจัดทำมาตรฐานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านจราจร (Traffic Impact Assessment : TIA)ว่า สนข. มีแนวคิดเสนอให้การขออนุมัติโครงการก่อสร้าง ต้องผ่านความเห็นชอบตามกฎหมายการ TIA เนื่องจากโครงการก่อสร้างหลายโครงการเดิมจะต้องทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) อยู่แล้ว แต่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จะเน้นไปทางสิ่งแวดล้อมมากกว่า การพิจารณาผลกระทบด้านปัญหาจราจรจึงยังไม่เข้มงวดหรือแม้แต่กรณีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่ดูแลโดยตรง

นายชยธรรม์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น TIA จะช่วยแก้ปัญหารถติดได้ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองขนาดใหญ่ในต่างจังหวัด เพราะทำให้ระบบขนส่งสาธารณะมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเชื่อมต่อให้ประชาชนเดินทางมาใช้รถไฟฟ้าสะดวกมากขึ้น เช่น สกายวอร์ก หรือจัดระบบรถบัสขนส่งประชาชน (ฟีดเดอร์) จากสถานีรัศมีภายใน 1-2 กม. โดยพิจารณาตามปริมาณเกิดการเดินทางสูงสุดต่อ ชม. แบ่งเป็น ขนาดเล็กต่ำกว่า 50 คันต่อ ชม. ไม่ต้องทำ TIA, ขนาดปานกลาง 50-300 คันต่อชม. ถ้าตั้งอยู่เทศบาลนครต้องรายงานฉบับย่อ รัศมีครอบคลุม 500 เมตร และ ขนาดสูง มากกว่า 300 คันต่อชม. ถ้าตั้งอยู่มหานครต้องทำฉบับเต็ม โดยรัศมีครอบคลุม 1-3 กม. 



นายชยธรรย์ กล่าวอีกว่า ผลการศึกษาจะแล้วเสร็จ มิ.ย.นี้ เพื่อเสนอกระทรวงคมนาคม ก่อนเสนอคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ประกาศเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติต่อไป รวมทั้งจะเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการ TIA เพื่อพิจารณาอนุมัติแต่ละโครงการด้วย สำหรับแผนการดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะสั้นภายใน 2 ปีแรก จะทำคู่มือและมาตรฐาน TIA ส่งต่อให้ สผ. นำ TIA ไปพิจารณาใช้กับรายงานอีไอเอเตรียมเสนอร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร กระบวนการ และวิธีปฏิบัติ ส่วนระยะกลาง ภายใน 5 ปี ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี มีผลบังคับใช้กับโครงการที่มีผลกระทบสูง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปริมาณการจราจรสูง และตั้งอยู่บริเวณสี่แยก เช่น ห้างสรรพสินค้า รวมทั้งให้ กทม. และจังหวัด เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรกระบวนการ และระยะยาวหลังจาก 5 ปี ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี มีผลบังคับใช้กับโครงการ ที่มีผลกระทบปานกลาง เช่น ตลาดสด ตลาดนัด และโรงเรียน ในพื้นที่ กทม. และจังหวัดต่างๆ โดยจะไม่มีผลกระทบกับโครงการที่ก่อสร้างไปแล้วย้อนหลัง 

ขณะที่ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการจัดทำ TIA แต่ต้องการให้ภาครัฐทำเป็นตัวย่างในเชิงพื้นที่ก่อนที่จะนำมาใช้กับเอกชนหรือประชาชน เพื่อไม่ให้มองว่าเป็นการผลักภาระให้เจ้าของโครงการ รวมทั้งถ้าเกิดผลกระทบขึ้นมาต้องมีมาตรการเยียวยาด้วย



ด้านนายชุมพล สายเชื้อ นายกสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย (TTLA) กล่าวว่า การออกกฎหมาย TIA นั้นเป็นเรื่องที่ดีและน่าสนับสนุนเพราะจะช่วยเป็นการเตรียมความพร้อมให้โครงการและลดผลกระทบกับคนในพื้นที่โดยเฉพาะด้านปัญหาจราจร ตลอดจนเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการภาคขนส่งที่จะสามารถบริหารการเดินรถได้เหมาะสม อย่างไรก็ตามการวางหลักเกณฑ์จัดทำรายงานผลกระทบจราจรเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังมีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐจำนวนมากเพื่อวางรากฐานแผนพัฒนาไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง อาทิ การก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายใหม่ จำเป็นต้องจัดทำรายงาน TIA ทั้งด้านจราจรและการบริหารปริมาณยานพาหนะทั้งรถส่วนบุคคลและรถบรรทุก เพื่อจัดทำช่วงปิดถนนที่เหมาะสมกับสภาพจราจรในพื้นที่นั้นๆ

รายงานข่าวกระทรวงคมนาคมระบุว่า ฝ่ายเอกชนด้านอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มพัฒนาพื้นที่ต่างมองว่าร่างขั้นตอน TIA ดังกล่าวนั้นทับซ้อนกับการทำอีไอเอ เพราะในรายงานดังกล่าวบางส่วนให้ชี้แจงรายละเอียดการบริหารจรจาจรระหว่างก่อสร้างอยู่แล้ว หากเพิ่มเกณฑ์นี้เข้ามาจะเป็นความยุ่งยากในการลงทุนและเสี่ยงต่อความไม่แน่นอนของโครงการตลอดจนระยะเวลาพัฒนาหากต้องรอให้ผ่านความเห็นชอบทั้งอีไอเอ และTIA นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากอาจต้องจ้างที่ปรึกษาเข้ามาดูเรื่อง TIA โดยเฉพาะ ดังนั้นการเพิ่มหลักเกณฑ์ TIA ของรัฐบาลนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทบทวนอย่างรอบคอบและทำด้วยความระมัดระวัง

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 33