อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2562

เอ็มเอฟซีบุกตลาดอาเซียนตั้งเป้าเอยูเอ็ม 5.43 แสนล้าน

เอ็มเอฟซีขยายฐานลูกค้าอาเซียน ตั้งเป้าเอยูเอ็มปีนี้แตะ 543,000 ล้านบาท คาดว่า 3 ปีข้างหน้าจะเติบโตปีละ 15% เผยมุมมองแนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลอตัวจากปัจจัยลบต่างประเทศ ทั้งสงครามทางการค้า - เบร็กซิท พุธที่ 24 กรกฎาคม 2562 เวลา 13.43 น.

 
นายเดนนิส ลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนงานปีนี้เน้นขยายฐานลูกค้าไปยังอาเซียน เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันขึ้นสู่ระดับภูมิภาคเพื่อ รองรับการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจโลก โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ (AUM) ในปีนี้ที่ 543,000 ล้านบาท หลังผลงานปี 61 บริษัทมีรายได้ 913.94 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 168.08 ล้านบาท คาดว่า 3 ปีข้างหน้าจะเติบโตปีละ 15%

ทั้งนี้ในครึ่งปีแรกของปีนี้ (ม.ค. – มิ.ย.) มูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ 480,991 ล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนรวม 295,553 ล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 164,071 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 21,367 ล้านบาท โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 7 ของอุตสาหกรรม ซึ่งในปี 61 ที่ผ่านมามีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการของบริษัท 463,199  ล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนรวม 282,745 ล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 152,443 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 28,011 ล้านบาท

นอกจากนี้ได้จัดตั้งกองทุนใหม่ 9 กองทุน  แบ่งเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ 7 กองทุน กองทุนรวมตราสารทุน 1 กองทุนและกองทุนรวมผสม 1 กองทุน มูลค่ารวม 7,212.64 ล้านบาท ส่วนในปี 61 ที่ผ่านมาตั้งกองทุนใหม่ โดยเป็นกองทุนรวม 16 กองทุน มูลค่ารวม 5,416 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 24 กองทุน มูลค่ารวม 2,965 ล้านบาท  เอ็มเอฟซีได้จ่ายเงินปันผลในปี 2562 ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวม 18 กองทุน รวม 630 ล้านบาท โดยกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ไฮ-ดิวิเดนด์ ฟันด์ (HI-DIV) จ่ายเงินปันผลรวมสูงสุด 195 ล้านบาท และกองทุนเปิดสินภิญโญสี่ (SF4) จ่ายเงินปันผลต่อหน่วยสูงสุด 1.59 บาท ในขณะที่ปีที่ผ่านมา เอ็มเอฟซีจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวม 43 กองทุน เป็นเงินกว่า 999.24 ล้านบาท โดยกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าเหมราชอินดัสเตรียล (HPF) จ่ายปันผลสูงสุดกว่า 169.15 ล้านบาท และกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี-บีทีอินคัมโกรทฟันด์ (M-BT) จ่ายเงินปันผลต่อหน่วยสูงสุด 1.97 บาท

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลอตัวลงจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนรวมถึงความไม่แน่นอนของการเจรจา Brexit  และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน โดย IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงอย่างต่อเนื่องและคาดว่าในปี62 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.3% โดยเอ็มเอฟซีคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวระหว่าง 3.1-3.5%   อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำในช่วง 0.6-1.0% และคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ต่อปี เนื่องจากเป็นระดับที่ผ่อนคลายเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพื่อดูแลความเสี่ยงเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวม

ส่วนการลงทุนในตลาดยังคงได้รับผลกระทบจากปัจจัยเดิมที่ไม่แตกต่างจากช่วงครึ่งแรกของปี ดังนั้นคาดว่าสินทรัพย์ต่างๆ โดยเฉพาะตลาดหุ้นทั้งกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Market) และกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) รวมถึงตลาดหุ้นไทย จะเคลื่อนไหวในกรอบแคบแบบขาขึ้น (sideway-up) แต่อาจมีความผันผวน โดยปัจจัยที่สนับสนุนตลาดหุ้นโลก ได้แก่ การที่รัฐบาล ในแต่ละประเทศมีแนวโน้มประคองเศรษฐกิจโดยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการเงินและการคลัง จึงทำให้เศรษฐกิจโลกเพียงแค่ชะลอตัวลงและไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในครึ่งปีหลังนี้

ด้านแนวโน้มการลงทุนของช่วงครึ่งปีหลังยังคงต้องเฝ้าระวังและติดตามประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน คาดว่าจะเข้ามามีผลกระทบเป็นระยะๆ และปัจจัยเสี่ยงในเรื่องเศรษฐกิจโลกจะเติบโต ในอัตราชะลอลง เริ่มจากประเทศเศรษฐกิจหลักๆ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดหุ้นในครึ่งปีหลังอาจจะมีความผันผวนสูงขึ้นและอ่อนไหวจากปัจจัยที่เข้ามากระทบ เนื่องจาก ณ ปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยซื้อขายในระดับ P/E ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 15.6 เท่า ประกอบกับปัจจัยบวกที่จะเข้ามากระตุ้นตลาดยังไม่ชัดเจนมากนัก

ตลาดหุ้นต่างประเทศนั้น  มีมุมมองที่เป็นบวกต่อตลาดหุ้นทั้งกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Market) และกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) โดยคาดว่าตลาดจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบแบบขาขึ้น (sideway-up) โดยมีปัจจัยที่สนับสนุน คือ กระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการเงินและการคลัง จึงทำให้เศรษฐกิจโลกเพียงแค่ชะลอตัวลงและไม่ให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย และส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทยังขยายตัวได้อยู่ แต่จะมีความผันผวนสูงจากปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบในช่วงสั้น

ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก ยังคงได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคารกลางทั่วโลก และการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อโลกอยู่ระดับต่ำ ประกอบกับความเสี่ยงสงครามการค้า ส่งผลให้มีความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งคาดว่า เส้นอัตราผลตอบแทน (yield) ของพันธบัตรสหรัฐจะทรงตัวหรือปรับตัวลง ทำให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกรวมทั้งตลาดไทยในครึ่งปีหลังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ปรับเพิ่มขึ้นได้หากธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยนโยบายน้อยกว่าที่ตลาดคาดหรือไม่ลดดอกเบี้ยเลยในครึ่งปีหลังของปี ประกอบกับเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตราสารหนี้ไทยเนื่องจากแบงค์ชาติออกประกาศมาตรการสกัดกั้นการเก็งค่าเงินบาทที่รุนแรง

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 35