อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2562

จับตาเทรดวอร์คืบ-ไม่คืบ! ชี้ชะตาหุ้นโลก(คลิป)

นักลงทุนเกาะติดการเจรจาลดข้อพิพาทสงครามทางการค้าสหรัฐฯ-จีน 10-11 ต.ค.นี้ ระบุหากไร้ข้อยุติฉุดเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นทั่วโลกปีหน้าดิ่ง อาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2562 เวลา 16.30 น.


นายอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธ์การลงทุน  บล.ธนชาต  เปิดเผยว่า  ในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงแรงต่อเนื่อง เป็นผลมาจากตัวเลขภาคการผลิตพีเอ็มไอสหรัฐต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ ซึ่งป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจสหรัฐไม่ดีขึ้นจริงทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นออกมาทุกกลุ่มทำให้ดัชนีปรับตัวลงเร็ว จากเดิมอยู่จุดสูงสุด 1,680 จุด  มาอยู่ที่  1,600 จุด ซึ่งถือเป็นจุดที่เริ่มมีจังหวะรีบาวด์ช่วงสั้น ๆ ก่อนที่สหรัฐและจีนจะหารือกันในวันที่ 10-11 ต.ค.นี้  ซึ่งหากผลออกการเจรจาออกมาดีมีความคืบหน้าระยะการรีบาวด์หรือแรลลี่ของตลาดอาจปรับตัวขึ้นมากกว่า 50 จุด

สำหรับสัปดาห์หน้าดัชนีตลาดหุ้นขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างสหรัฐกับจีนเป็นตัวหลัก  ขึ้นกับว่าผลออกการเจรจาออกมาแบบไหนถ้าหยุดขึ้นภาษีหลังจากนี้ไป และการขึ้นก่อนหน้านี้ก็เป็นเหมือนเดิม คาดว่าตลาดตอบรับแนวทางบวกได้ต่อ แต่ไม่มากนัก เพราะทุกคนจะดูตัวเลขเศรษฐกิจอยู่ดีว่าผลขึ้นภาษีมาก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร  และถ้าหยุดขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากที่เคยขึ้นไปแล้วและการเจรจาครั้งนี้หยุดการขึ้นภาษีด้วยจะทำให้ตลาดปรับขึ้นแรง แต่ในระยะยาวต้องดูต่อว่าเศรษฐกิจจะพลิกฟื้นได้หรือไม่ เพราะภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง   โดยในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจไทยอ่อนแอทุกตัว ยกเว้นการท่องเที่ยวฟื้นตัวจากฐานปีที่แล้วต่ำ

อย่างไรก็ตาม   ถ้าจีนและสหรัฐคุยไม่รู้เรื่อง จากที่คาดหวังเชิงบวกจะมีแรงเทขายออกมามาก ซึ่งไม่ใช่ sentiment อย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกโดยรวมในปีหน้าด้วย จากเดิมหลายค่าย   เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ  ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์บอกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว แต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้นทันที




"แนวรับคาดว่าจะอยู่ที่ 1,600 จุด หากเอาไม่อยู่และหลุด 1,590 จุดอาจจะเห็นถึง 1,550 จุด ถ้าการเจรจาตกลงกันไม่ได้  ส่วนด้านบนประเมินไว้ 1,624 จุดก่อนจะขึ้นมากกว่านี้หรือไม่ขึ้นกับผลการเจรจากับสหรัฐและจีนจะออกมาในรูปแบบไหน ถ้าหลุด 1,600 จุดเราต้องปรับลดพอร์ต เพื่อไปซื้อคืนที่ 1,550 จุด"

ส่วนนโยบายภาครัฐที่ผ่านมาได้ออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคอย่างต่อเนื่อง  แต่สิ่งที่ทำได้ค่อนข้างยากคือการส่งออก เนื่องจากขึ้นกับเศรษฐกิจโลกและชะลอตัวต่อ ดังนั้นการกระตุ้นบริโภคยังจำเป็นต่อเนื่องไปจนถึงงบประมาณปี 63  พร้อมกับการเร่งการลงทุนภาครัฐต้องมากกว่าในปัจจุบัน เพราะตั้งแต่รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศโครงการลงทุนขนาดใหญ่มีความล่าช้า หากสามารถเร่งดำเนินการได้จะเป็น sentiment เชิงบวกต่อนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

นอกจากนี้ปัจจัยที่ต้องติดตามคือการประกาศงบไตรมาส 3  ของกลุ่มแบงก์และตามด้วยเรียลเซกเตอร์ คาดว่านักลงทุนจะเข้าเก็งกำไรงบไตรมาส 3 ที่คาดว่าจะออกมาดี  เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า  ค้าปลีก และกลุ่มเกี่ยวกับดอกเบี้ยขาลง เช่น ไฟแนนซ์  ขณะเดียวกันต้องติดตามการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปลายเดือนต.ค.นี้ว่าจะลดดอกเบี้ยตามคาดการณ์หรือไม่และเบร็กซิทที่ยังไม่ได้ข้อยุติและอังกฤษออกจากอียูสิ้นเดือนนี้แบบไม่มีดีลจะมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจอังกฤษ ยุโรปและลามกระทบต่อเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ในช่วงตลาดหุ้นผันผวนทั้งขึ้นลง ซึ่งมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงลูกค้า เช่น  Derivative Warrant (DW)   สามารถซื้อได้เวลาหุ้นลงหรือหุ้นขึ้น  โดยจะมีเครื่องมือ Block Trade มาช่วยบริหารพอร์ตให้มีผลตอบแทนที่ดีขึ้น



 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 41