อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562

โบรกชี้เป้าหุ้น 4 กลุ่มเด่น-รับภาวะดอกเบี้ยขาลง(คลิป)

โบรกมองหุ้นไทยสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหว 1,600-1,640 จุด เกาะติดประกาศงบบจ.โค้งสุดท้าย 15 พ.ย.-ตัวเลขจีดีพีสศช. 18 พ.ย. แนะลงทุนหุ้นเด่น 4 กลุ่มรับดอกเบี้ยขาลง ลุ้นแรงซื้อแอลทีเอฟ-มูดี้ส์-ฟิทปรับเรทติ้งหนุนดัชนีปลายปี อาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2562 เวลา 16.30 น.


นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวิจัย บล. เอเชียพลัส  เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่สามารถกลับมายืนเหนือ 1,600 จุดได้อีกครั้ง เป็นผลมาจากแรงซื้อหุ้นของนักลงทุนสถาบันในประเทศ หลังจากที่ดัชนีหลุด 1,600 จุด   ซึ่งมีปัจจัยหนุนมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะพัฒนาเชิงบวกสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนมีท่าทีผ่อนคลายขึ้น  คาดหวังว่จะมีการลงนามเซ็นสัญญาสงบศึกในช่วงธ.ค. นี้ เห็นได้จากสหรัฐเตรียมยกเลิกขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนรอบ 4.1 ส่วนจีนสัญญาว่าจะนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐเพิ่มขึ้น  ดังนั้นจึงให้น้ำหนักพัฒนาการเจรจาลดข้อพิพาททางการค้าดีขึ้น แต่ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายยังเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าระหว่างกันจะส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าโลกถูกกดดันจากสงครามทางการค้า 

นอกจากนี้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 128,000 ตำแหน่งสูงกว่า ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 89,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.6% และตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานเพิ่มขึ้น 0.2% สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้เข้าสู่ภาวะชะลอตัวลง 



ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมาบริษัท Rating and Investment Information, Inc. (R&I) ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ของญี่ปุ่นได้ปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย(Issuer Credit Rating) จากระดับ BBB+ เป็น A-  ในรอบ 16 ปี ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นและส่งผลดีต่อต้นทุนทางการเงินลดลงหากภาครัฐและเอกชนต้องการะดมทุน นอกจากนี้คาดว่าในช่วงปลายปีหากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายอื่น เช่น มูดีส์อินเวสเตอส์เซอร์วิส  และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ อาจทยอยปรับเครดิตเรตติ้งไทยเพิ่มขึ้นจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย

สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)เมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมาได้ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เป็นครั้งที่ 2 ทำให้ดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ที่ 1.25%  เนื่องจากกังวลเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้และปีหน้ามีแนวโน้มชะลอตัวลง  ดังนั้นมองว่าทิศทางดอกเบี้ยน่าจะอยู่ในระดับต่ำไปอีกสักระยะเห็นได้จากธนาคารกลางต่างประเทศ   เช่น  สหรัฐหรือหลาย ประเทศเริ่มส่งสัญญาณชะลอปรับลดดอกเบี้ย  ส่วนทิศทางดอกเบี้ยของไทยคาดว่าจะทรงตัวในระดับต่ำที่ระดับ 1.25% ไปจนถึงกลางปีหน้า ประกอบกับที่ผ่านมาบ้านเรามีมาตรการด้านการคลัง เช่น ชิมช้อปใช้  มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ และท่องเที่ยวเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นมองว่าการใช้ดอกเบี้ยที่ต่ำยังไม่มีความจำเป็นนับจากนี้ไป

ขณะที่แนวโน้มหุ้นในสัปดาห์หน้าให้น้ำหนักการประกาศงบของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3 โค้งสุดท้ายในวันศุกร์ที่ 15 พ.ย.นี้  เช่น  CPALL,GULF,BDMS  และการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)   ในวันที่ 18 พ.ย. คาดว่าขยายตัว 2.7%  และทั้งปีจีดีพีโต  2.7% ส่วนปีหน้าจีดีพีโต  2.8%  

ด้านกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้น 4 กลุ่มหลักคือเช่าซื้อ  ธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก  อสังหาริมทรัพย์  ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐในการลดค่าโอนและค่าจดจำนองบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาทเหลือ 0.01% มีผลวันนี้ถึง 24 ธ.ค. 63  และหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงมากกว่า 6%  ขณะที่กรอบการเคลื่อนไหวดัชนีสัปดาห์หน้าอยู่ที่ 1,600-1,640 จุด  โดยเชื่อว่าช่วงที่เหลือของปีดัชนีสามารถยืน 1,600 จุดได้ เพราะจากสถิติย้อนหลัง 14 ปีพบว่าแรงซื้อแอลทีเอฟจะช่วยพยุงตลาดคิดเป็นสัดส่วน 50% ของแรงซื้อทั้งหมด

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 54