อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563

อานิสงส์โอเปก-ตัวเลขนอนฟาร์มดีเกินคาดหนุนหุ้นโลกฟื้น(คลิป)

โบรกมองหุ้นโลก-หุ้นไทยรีบาวด์! อานิสงส์ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯดีเกินคาดคลายกังวลเศรษฐกิจถดถอย ผนวกโอเปกลดกำลังการผลิตน้ำมันเพิ่ม 500,000 บาร์เรลต่อวัน  ชูหุ้นเด่นอิเลคทรอนิกส์-ปิโตรเคมี-ส่งออก อาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2562 เวลา 17.15 น.


นายสุนทร ทองทิพย์  ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย  เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นโลกในสัปดาห์หน้าคาดว่ารีบาวด์ หลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ( Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 266,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 187,000 ตำแหน่งลดความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession)  ประกอบกับโอเปกประกาศปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันอีก 500,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการปรับลดกำลังการผลิตมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้จาก 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็น 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค. 63  ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น 63-65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล   

สำหรับสัปดาห์หน้าติดตามสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะนัดเจรจากันหรือไม่ เพราะวันที่ 15 ธ.ค.เป็นวันที่สหรัฐฯขีดเส้นขึ้นภาษีกับจีน 15% ในวงเงิน 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  การประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดในวันที่ 11-12 ธ.ค.นี้  คาดว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่  1.75% เพราะตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มปรับตัวดีขึ้น  รวมถึงค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่า และถ้าธปท.ส่งสัญญาณเพิ่มเติมอาจทำให้บาทอ่อนค่าไปอีก และการประชุมครม.เศรษฐกิจนักลงทุนรอเมกกะโปรเจกต์ เช่น การต่อสัมปทานให้บีอีเอ็ม การต่อสัมปทานสายสีเขียวให้บีทีเอส  และรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกที่จะอนุมัติเพื่อเปิดประมูลต่อไป  ตลอดจนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) 18 ธ.ค.นี้ คาดว่ากนง.อาจลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้  เนื่องจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอและเงินเฟ้อที่ต่ำ  จากที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะลดดอกเบี้ยไตรมาส 1 ปีหน้า   



ส่วนตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาผันผวนมาก เนื่องจากข้อตกลงทางการค้าสหรัฐและจีนยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ในช่วงต่อรองและเจรจากัน โดยช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐออกมาระบุว่าไม่มีเส้นตายการเจรจากับทางการจีนทำให้ตลาดตกใจและเทขายหุ้น เนื่องจากตลาดเชื่อว่าวันที่ 15  ธ.ค.ที่สหรัฐฯจะปรับขึ้นภาษี 15% วงเงิน 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าขึ้นภาษีจะทำให้ราคาสินค้าผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นทันที เนื่องจากเกี่ยวกับอุปโภคบริโภค ขณะที่จีนตอบโต้สหรัฐฯว่าไม่มีเส้นตายเหมือนกัน แต่ตลาดหุ้นปรับตัวลงไม่แรง โดยตลาดลงมาจาก 1,590 จุด มาจุดต่ำสุดที่ 1,560 จุด บวกลบ และตอนนี้กลับขึ้นมายืน 1,570  จุด เพราะนักลงทุนชินชากับดีลการค้า  แต่สิ่งที่เปลี่ยนจากครั้งก่อนจะเห็นรูปแบบการเจรจาต่อรองไม่ได้รุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้   

อย่างไรก็ตาม ธีมการลงทุนในเดือน ธ.ค.จะเป็นลักษณะต้นร้ายปลายดี  15 วันแรกก่อนถึงเส้นตายตลาดจะผันผวนและแกว่งตัวในกรอบ 1,550-1,600 จุด และประเด็นสำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจคือ กองทุนรวมเพื่อการออม หรือ Super Saving Fund (เอสเอสเอฟ)  วงเงินที่นักลงทุนสามารถซื้อลดหย่อนภาษีได้เพียง 200,000 บาทต่อคน จากเดิมสูงสุด 500,000 บาทต่อคน  และนโยบายลงทุนมีอายุ 10 ปี เท่ากับการถือครองเพิ่มขึ้น 2 เท่า จากเดิม 5 ปี และเปิดให้ลงทุนสินทรัพย์ทุกประเภท จากเดิมลงทุนในหุ้น 65% ขั้นต่ำ จึงประเมินว่าทิศทางกระแสเงินเข้ามาลงทุนในกองใหม่ปีหน้าจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ   จากข้อมูลที่ศึกษาปกติกองทุนแอลทีเอฟจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิปีละ 34,000  ล้านบาท  แต่กองใหม่จะทำให้เม็ดเงินหายไปขั้นต่ำ 6,000 ล้านบาท 

นอกจากนี้จากการทำโพลล์ภายในพบว่า ถ้ารัฐบาลปรับส่วนลดหย่อนภาษีจาก 15% เป็น 30% นักลงทุนจะซื้อแอลทีเอฟเพิ่มมั้ย ส่วนใหญ่ตอบว่าไม่ซื้อเพิ่ม หรือซื้อลดลง   ดังนั้นเม็ดเงินไหลเข้าเอสเอสเอฟจะต่ำกว่าแอลทีเอฟ  อย่างไรก็ตาม พอร์ตการลงทุนปัจจุบันของหุ้นไทยมีวงเงินลงทุนของนักลงทุนสถาบัน 800,000 ล้านบาท ประกอบด้วยแอลทีเอฟ 400,000 ล้านบาท อาร์เอ็มเอฟ 100,000 ล้านบาท หุ้นไทยทั่วไป 300,000 ล้านบาทคาดว่าแนวโน้มลดลงในระยะยาวถ้าแรงซื้อเอสเอสเอฟลดลงทำให้ตลาดผันผวน ทั้งนี้มองว่าเดือน ธ.ค.เป็นเดือนมีแรงซื้อของสถาบันเข้ามาเพราะเป็นเดือนสุดท้ายที่ซื้อแอลทีเอฟ ถ้าข่าวการเจรจาการค้าดีขึ้นตลาดหุ้นไทยครึ่งหลังของธ.ค.จะฟื้นตัวไปที่ 1,580 จุดถึง 1,660 จุด  แต่ถ้าเทรดดีลไม่เกิดก่อน 15 ธ.ค.ทางสหรัฐฯขึ้นภาษีกับจีนจริงในเบื้องต้นประเมินว่าตลาดจะเผชิญกับแรงขาย  คาดแนวรับ 1,540-1,550 จุด  แม้ว่าการเจรจาการค้าไม่สำเร็จ  

 "ทั้ง 2 ฝ่ายต้องหารือกัน  เพราะผลกระทบเศรษฐกิจจากการขึ้นภาษีรอบนี้มีมากและเชื่อว่าทรัมป์ไม่กล้าเสี่ยง ที่จะให้วงเงินภาษีก้อนนี้ลากยาวไปถึงปีหน้า  และจากการศึกษาของบล.กสิกรไทยพบว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2 หากมีภาวะเศรษฐกิจถดถอยเกิดขึ้น ก่อนการเลือกตั้ง 2 ปี ประธานธิบดีคนนั้นจะไม่ได้รับการเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกไม่งั้นจะเสียฐานเสียง โดยเฉพาะเกษตรกรได้รับผลกระทบทางการค้ากับจีน และจีนคงไม่ต้องการปล่อยลากยาว เบื้องต้นตัวเลขเศรษฐกิจที่ไอเอ็มเอฟประเมินต่ำมากปีหน้า 6% และมีโอกาสต่ำกว่านี้ถ้าสงครามทางการค้าลากยาว และจีนไม่อยากให้เสี่ยงเจรจานับหนึ่งใหม่หากทราบผลว่าใครเป็นประธานาธิบดี  เชื่อว่าดีลการค้าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันที่ 15  ธ.ค.หรือภายในไตรมาส 1 ปีหน้า" 

ด้านกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นที่ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เห็นได้จากดัชนีคำสั่งซื้อการผลิต หรือพีเอ็มไอในหลายประเทศเริ่มฟื้นตัว เช่น จีน และยุโรป   แม้ว่าเศรษฐกิจ สหรัฐถดถอย ดังนั้นหุ้นเกี่ยวข้องฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกได้อานิสงส์ก่อน เช่น อิเลคทรอนิกส์ ปิโตรเคมีผ่านจุดต่ำสุดและฟื้นตัวในปีหน้า   รวมถึงหุ้นได้รับผลดีจากเงินบาทอ่อนค่า  เพราะดุลบัญชีเดินสะพัดช่วงที่เหลือของปีเกินดุลน้อยลง และเริ่มเห็นการขายเงินบาทของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มทำให้เงินบาทเริ่มอ่อนค่าหลังจากแข็งค่า 30.15-30.20  บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  มาอยู่ที่ 30.35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐส่งผลดีต่อหุ้นอิเลคทรอนิกส์ ส่งออก  และท่องเที่ยว 

ส่วนหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นธนาคารพาณิชย์  หลังจากที่ราคาฟื้นตัวปรับขึ้น 10% ที่ผ่านมา ล่าสุดมีข่าวว่าธปท.เข้ามาดูแลค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี คาดว่าค่าธรรมเนียมที่ได้รับผลกระทบ 13%ของมูลค่า 160,000 ล้านบาทต่อปี   และธปท.อาจเข้าไปดูถึงลูกค้ารายบุคคลและรายย่อย   โดยโครงสร้างค่าธรรมเนียมประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก มาจากลูกค้ารายย่อย 60% เอสเอ็มอี และบริษัทขนาดใหญ่ 40% ทำให้ตลาดกังวลประเด็นนี้ 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 43