อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563

ต่างชาติเทขายหุ้นไทยมันมือ! ผวาโควิด-น้ำมันดิ่ง (คลิป)

จับตาโควิดลามนอกจีนกดหุ้นโลกร่วง-ฉุดเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ชี้ตั้งแต่ก.ค.62-ปัจจุบันต่างชาติเทขายหุ้นไทยไปแล้ว 1.21 แสนล้านบาท เผยตลาดผิดหวังผลประชุมโอเปก-นอนโอเปกกดหุ้นน้ำมันดิ่ง คาดอีซีบี-กนง.หั่นดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ ชูหุ้นปันผลสูง อาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2563 เวลา 18.30 น.


นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บล. เอเชียพลัส   เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นไทยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา(ม.ค.-ก.พ.) ให้ผลตอบแทนติดลบเช่นเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย ที่ปรับฐานลงมา 9 % เป็นผลมาจากการไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ะกระจายไปยังประเทศดังกล่าวจนส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งการค้า  การท่องเที่ยว และการเดินทางลดลง  ซึ่งทำให้มีความกังวลว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือ  recession ส่งผลให้ตลาดหุ้นในหลายประเทศถูกแรงเทขายออกมาอย่างต่อเนื่อง   

สำหรับตลาดหุ้นจีนติดลบเพียง 1.5% น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน   เนื่องจากรัฐบาลจีนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิดได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการห้ามคนออกนอกประเทศ  พร้อมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ  โดยใช้มาตรการการคลัง และอัดฉีดสภาพคล่องในระบบเพิ่ม   



ส่วนภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายช่วงที่ผ่านมาพบว่า  ยังเห็นเม็ดเงินไหลออกจากภูมิภาคเอเชีย  ทั้งฟิลิปปินส์  อินโดนีเซีย  ไต้หวัน เกาหลีใต้  รวมถึงตลาดหุ้นไทย   จาก ปี 62 ที่มีแรงซื้อ 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ปีนี้ผ่านมา 2 เดือนเห็นแรงขายแล้ว 9.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ   โดยไต้หวันถูกขายมากสุด   4.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ   รองลงมาเป็นเกาหลีใต้  3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ  และไทยประมาณ  1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 37,704 ล้านบาท(คิดอัตราแลกเปลี่ยน 31.42 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)    

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยปรับฐานลงมาแรง 13 %  เป็นผลมาจาก 3 เหตุผลหลักคือ 1.ปัญหาโควิดทำให้การท่องเที่ยว และส่งออกชะลอตัว 2. ไม่มีแอลทีเอฟหนุนตลาดหุ้นเหมือนปีก่อน  3. แรงขายแอลทีเอฟที่ครบกำหนดอายุ  โดยแอลที่เอฟที่ซื้อในปี 47-58 ครบกำหนดอายุ  1.4 แสนล้านบาท  และในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีการขายแอลทีเอฟ 5.2 หมื่นล้านบาท  และยังเหลือเม็ดเงินขายได้อีก 8.8 หมื่นล้านบาท  ต้องรอดูว่ารัฐบาลจะปรับเกณฑ์การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม(SSF) ให้เหมือนกับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)  ได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อพยุงตลาดหุ้น   เพราะหลังจากที่มีข่าวผ่อนเกณฑ์ดังกล่าวทำให้ดัชนีปรับขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,400 จุด  

ทั้งนี้หากมองย้อนเหตุการณ์วิกฤติในอดีตที่ผ่านมา เช่น  วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์หรือซับไพร์ม (Sub-Prime Crisis) ช่วงเดือนพ.ค.-พ.ย. 51 ดัชนีปรับฐานลงไป 55%  เงินไหลออก 1.36 แสนล้านบาท  หลังจากนั้น 6 เดือนตลาดหุ้นฟื้นแรง 49.3%   และวิกฤติการเมืองช่วงพ.ค. 56 –ม.ค.57  ดัชนีลง 21.5%  เงินไหลออก 1.91 แสนล้านบาท หลังจากนั้น 8 เดือนหุ้นฟื้นแรง 26.8%   ขณะที่ก.ค.62-ปัจจุบันปรับฐานลงไป 17% เงินไหลออกไปแล้ว 1.21 แสนล้านบาท  แต่เชื่อว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลายเม็ดเงินจะไหลกลับเข้ามาตลาดหุ้นไทยเหมือนอดีตที่ผ่านมา

ขณะที่ทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้าให้น้ำหนักต่างประเทศใน 2 ประเด็นหลัก คือ ผู้ติดเชื้อโควิด 19 นอกจีนเพิ่มขึ้นเหมือนสัปดาห์ก่อนหน้าหรือไม่  ถ้าปรับเพิ่มขึ้นจะทำให้ตลาดหุ้นไทยอาจถูกเทขายกำไรได้ในระยะสั้น แต่ถ้าหากพบวัคซีนหรือยารักษาโรคได้ก็จะทำให้ตลาดหุ้นโลกฟื้นกลับขึ้นมาได้ นอกจากนี้จะต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี)  คาดว่าอีซีบีจะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพยุงเศรษฐกิจและมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอี เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเสริมสภาพคล่องในระบบเพิ่ม จากก่อนหน้านี้ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดปรับลดดอกเบี้ยลงไปแล้ว 0.5%  

ด้านในประเทศกลับมาให้น้ำหนักเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการคลังของภาครัฐในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ จะทำให้ภาคการบริโภคขยายตัวได้เร็วขึ้น เพราะคนที่ได้รับประโยชน์เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ   ขณะที่มาตรการทางการเงินมีความจำเป็นในการดูแลเศรษฐกิจ  ดังนั้นคาดว่ากนง.จะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 25 มี.ค.นี้เห็นได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลง

" ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจลงทุนสำหรับนักลงทุนระยะกลางและยาว โดย valuation หากอิงอีพีเอสหรือกำไรต่อหุ้น  85.6 บาท  ดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1,455 จุด ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในช่วงดอกเบี้ยขาลง เน้นลงทุนหุ้นปันผล  หุ้นมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว และได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประเมินกรอบแนวรับ 1,230 จุด

นายฐกฤต กล่าวว่า ผลประชุม OPEC และ Non OPEC เมื่อเมื่อปลายสัปดาห์น่าผิดหวัง  มี 2 ประเด็นสำคัญ ที่เป็นแรงกดดันราคาน้ำมันดิบโลก คือ 1. รัสเซียปฎิเสธข้อเสนอการตัดลดการผลิตน้ำมันดิบ 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน ของกลุ่ม OPEC ผิดจากที่ตลาดคาดว่ารัสเซียจะเห็นด้วย (ปัจจุบันรัสเซียผลิตน้ำมันดิบเป็นอันดับ 2 ของโลกราว 11.2 ล้านบาร์เรล/วัน คิดเป็น 13.7%ของการผลิตทั้งโลก รองจากสหรัฐ 12.8 ล้านบาร์เรล/วัน คิดเป็น  15.6% 

2. ซาอุดิอาระเบียออกมาประกาศ เตรียมจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบให้เกินจากปัจจุบัน 9.9 ล้านบาร์เรล/วัน โดยตลาดคาดมีโอกาสผลิตขึ้นไปอยู่ที่ 12 ล้านบาร์เรล/วัน นอกจากนี้ ยังจะปรับลดราคา OSP Premium น้ำมันดิบทุกประเภทของประเทศซาอุฯ คือ ราคาจะปรับลดลง จากเดือน มี.ค. โดยราคาน้ำมันที่ขายไปยังยุโรปปรับลดลง  8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  น้ำมันที่ขายสหรัฐฯ ลดลง 7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล น้ำมันที่ขายเอเชีย ลดลง  6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

นอกจากนี้ประเด็นดังกล่าวจะยังกดดันให้ภาวะ Oversupply ของน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้น อีกทั้งการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ยังคงอยู่ และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อ Demand ความต้องการใช้น้ำมันโลกในอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง  อย่างไรก็ตาม  แนวโน้มทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกจะผันผวนในทิศทางขาลง และหากพิจารณาค่าเฉลี่ยทั้งปี มีโอกาสต่ำกว่าสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปีนี้ที่ฝ่ายวิจัยฯที่กําหนดไว้ที่ 65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากค่าเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบ YTD อยู่เพียง 58.04 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และ ราคาน้ำมันดูไบ ปัจจุบันอยู่ราว 47 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

 "ได้ศึกษา Sensitivity Analysis หากราคาน้ำมันดิบลดลงต่ำกว่าสมมติฐานทุกๆ 5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะกระทบต่อ Fair value ของ PTTEP (FV@B170) ปรับตัวลดลงจากปัจจุบัน  10-14 บาทต่อหุ้น ขณะที่ PTT (FV@B56) กระทบราว 2-3 บาทต่อหุ้น  ดังนัั้นในระยะสั้นแนะนำชะลอการลงทุนออกไปก่อน"

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    75%
  • ไม่เห็นด้วย
    25%

บอกต่อ : 56