อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 ตุลาคม 2563

ไวรัสโควิดถล่มหุ้นโลกไม่ยั้ง! สหรัฐฯปิดเมืองสู้(คลิป)

โควิดพ่นพิษตลาดหุ้นโลก-หุ้นไทยเลือดสาด จับตา 2 สัปดาฺห์สหรัฐฯ ใช้มาตรการปิดเมืองสกัดแพร่ระบาดไวรัสเหมือนจีนหรือไม่ โบรกเตือนนักลงทุนห้ามซื้อถัวเฉลี่ยรายวัน หวัง SSF พยุงตลาดไม่ให้ร่วงลึก อาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2563 เวลา 18.50 น.


นายสรพล วีระเมธีกุล  ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย  เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลง 15% สอดรับกับตลาดหุ้นโลกที่ร่วงกันทั้งหมด หลังจากไวรัสโควิดแพร่ระบาดนอกประเทศจีนลามไปที่ยุโรป เช่น  อังกฤษ อิตาลี  เยอรมัน สเปน ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ ทำให้ทั่วโลกเกิดความกังวลว่าภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หลังจากที่การระบาดไปมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้มองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยและหุ้นโลกกำลังหาจุดต่ำสุด หรือ bottom ซึ่งในช่วงนี้ประเมินค่อนข้างลำบาก เนื่องจากจำนวนยอดผู้ติดเชื้อยังไม่สามารถที่จะควบคุมได้ ถ้าอิงจากประเทศจีนการระบาดเริ่มเดือนม.ค.ใช้เวลาประมาณ 1 เดือนหรือ 1 เดือนครึ่ง แต่สภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันคาดว่ายุโรปและสหรัฐฯต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน คาดว่าจะบรรเทาได้ในเดือนเม.ย.

 อย่างไรก็ตาม  จากปัญหาที่เกิดขึ้นเริ่มเข้าใกล้จุดworst case คือเริ่มลามไปทุกประเทศทั่วโลกแล้วจาก ที่เคยประเมินไว้ระดับ 1,350 จุด และ 1,450 จุด ผู้รับความเสี่ยงได้ต่ำยังไม่ควรเข้าซื้อ เพราะต้องรอให้ลามไปยังสหรัฐฯก่อน แต่ตอนนี้เข้า  1 ใน 4 กรณี worst case ของบล.กสิกรไทยแล้ว




ส่วนปัจจัยเรื่องโควิดหัวใจอยู่ที่สหรัฐฯ เพราะเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและ Market Cap หรือมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอันดับ 1 ของโลก ดังนั้นการที่จะหาจุด bottom คือการดูอัตราผู้ติดเชื้อใน 2 สัปดาห์หน้าถ้าเร่งตัวและถ้าลามถึงชัตดาวน์หรือ ปิดโรงงานจะเป็นการเปิดดาวไซด์ตลาดหุ้นอีกช็อตและค่อยมาประเมินผลกระทบเศรษฐกิจอีกครั้ง 

 " สัปดาห์ก่อนนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้สั่งห้ามประเทศยุโรปยกเว้นอังกฤษเดินทางเข้าออกสหรัฐ  แต่ที่สำคัญต้องดูว่าประเทศสหรัฐฯจะปิดกั้นการเดินทางระหว่างเมืองหรือไม่ถ้าทำจะกระทบต่อการท่องเที่ยว   แต่หากปิดโรงงานจะทำให้เกิด supply disruption เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับจีนในปลายเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งต้องรอดูสถานการณ์ก่อนหากเข้ากรณี worst case ที่ทำไว้ค่อยประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าย่ำแย่ขนาดไหน  โดยเฉพาะสหรัฐฯ ต้องรอดู 2 สัปดาห์ต่อจากนี้ ซึ่งจะสิ้นสุดมี.ค.ว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มหรือไม่เหมือนกับจีน  ยุโรป  เกาหลีใต้ และอาจเห็นสหรัฐฯใช้เครื่องมือทางการเงินเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงไทย"

นายสรพล กล่าวว่า ที่ผ่านมาครม.อนุมัติกองทุนรวมเพื่อการออม หรือเอสเอสเอฟสามารถลงทุนในหุ้นได้ 65% เป็นเวลา 10 ปี และนำมาหักภาษีได้เพิ่ม 400,000 บาท  หากซื้อในช่วงเม.ย.-มิ.ย. 63 คาดว่าจะช่วยจำกัดดาวไซด์ของตลาดหุ้นไทย เนื่องจากจะมีเม็ดเงินเข้ามา 10,000 ล้านบาท  และจากสถิติที่ผ่านมาในเดือนม.ค.-ก.พ.สถาบันจะซื้อสุทธิหุ้นไทย แต่ปีนี้ไม่มีกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือแอลทีเอฟทำให้มนุษย์เงินเดือนไม่สามารถเข้าซื้อแอลทีเอฟได้จึงไม่แปลกใจที่ตลาดหุ้นลงแรงผิดปกติ

สำหรับโควิดที่แพร่ระบาดระยะแรก กระทบสายการบิน  เรือเดินสมุทร  ร้านอาหาร  และระยะที่  2 จะกระทบต่อกลุ่มพลังงาน  ห้างสรรพสินค้า  ค้าปลีก และระยะที่ 3 คือกลุ่มธนาคารพาณิชย์  ซึ่งการมีมาตรการด้านการคลังและการเงิน ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโควิด เพราะปัญหาโควิดเป็นเรื่องของโรคระบาดและการแพทย์  แต่มาตรการที่รัฐออกมา 12 มาตรการมีมุมมองเป็นกลางจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ภาคธุรกิจ เช่น  การลดดอกเบี้ยจะช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจหากมีหนี้สูงจาก 3 เดือน เป็น  6 เดือน และลดผลกระทบให้บริษัทได้ 

นอกจากนี้เห็นว่าคนที่ติดหุ้นอยู่ในระดับ 1,600 จุด 1,500 จุด  และ 1,400 จุด ไม่แนะนำให้นักลงทุนซื้อถัวเฉลี่ยในระหว่างวัน เพราะถ้าหากเข้าสู่จุด bottom สหรัฐฯปิดโรงงานเกิด  supply disruption เหมือนจีนดัชนีอาจลงไประดับต่ำกว่า 1,000 จุดบวกลบก็ได้  และอาจทำให้นักลงทุนไม่มีเงินเข้ามาซื้อหุ้นถัวเฉลี่ย  ดังนั้นจุดซื้อหุ้นต้องรอดูว่าสหรัฐฯจะปิดโรงงานหรือไม่ ถ้าปิดโรงงานจริงเป็นช่วงที่เข้าซื้อ  แต่ในระยะข้างหน้าหากสถานการณ์คลี่คลายตลาดหุ้นจะปรับขึ้นเป็นตัวยูเชฟ หรือแอลเชฟ ขึ้นกับว่าการลามของไวรัสกระทบกลุ่มแบงก์หรือไม่ ถ้าแบงก์ยังไม่เกิดหนี้เสียโควิดคลี่คลายจะทำให้เศรษฐกิจค่อยฟื้นตัวในลักษณะยูเชฟ

ถ้าลามไปกลุ่มธนาคารและโควิดกินระยะเวลาประเทศนั้น ๆ เกินกว่า 3 เดือน จะทำให้เกิดหนี้เสียและถึงตอนนั้นเศรษฐกิจจะไม่กลับขึ้นเป็นยูเชฟ แต่จะเป็นรูปตัวแอลและใช้ระยะเวลาหนึ่งกว่าจะฟื้นตัว    ด้านแนวต้านในสัปดาห์หน้านั้น  ให้อยู่ที่ระดับ  1,220 จุด  ขณะที่แนวรับจะอยู่ตรงไหนขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในวันที่ 25 มี.ค.นี้คาดว่าจะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25-0.50%  และการประชุมธนาคารกลางของหลายประเทศ  2.จำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐจะลามหรือไม่ ถ้าลามจนถึงขั้นปิดโรงงานหรือไม่  ถ้าปิดจะทำให้ดัชนีลงไปทดสอบ 1,000ิ จุดบวกลบ 3.ค้นพบวัคซีนเพื่อให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลงได้หรือไม่ 

ส่วนกรณีที่มีความกังวลการแพร่ระบาดไวรัสของไทยจะเข้าสู่ระยะที่ 3 นั้น  ราคาหุ้นในระดับ 1,100 จุดได้สะท้อนข่าวดังกล่าวไปแล้วบางส่วน แต่ถ้าไม่เข้าระยะดังกล่าวถือเป็นเรื่องทีดี แต่ถ้าเข้าจะทำให้เอกชนให้พนักงานทำงานที่บ้าน  ลดกะทำงาน  ซึ่งการทำกิจกรรมนอกบ้านลดลงจะกระทบหุ้นต่อกลุ่มรถไฟฟ้า เนื่องจากมีผุู้ใช้บริการ 1.35 ล้านคน โดยทุก 10% ของอัตราค่าโดยสารที่ลดลง จะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัท 3-5% 


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 59