อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 15 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 15 กรกฎาคม 2563

ไม่สวมหน้ากากฯไม่ต้องขึ้นรถ! "กฎใหม่ขนส่ง"คุม"โควิด-19"

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ลงนามมาตรการปฏิบัติคุม "โควิด-19" กำหนดให้ผู้โดยสาร ต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าก่อนขึ้นรถโดยสารและตลอดการเดินทาง พฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2563 เวลา 16.18 น.


เมื่อวันที่ 26 มี.ค. นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยว่า ได้ลงนามในประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง มาตรการปฏิบัติเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สำหรับผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถสาธารณะและผู้โดยสาร

โดยกำหนดให้ผู้โดยสารทุกคนที่ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท ต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าก่อนขึ้นรถโดยสารและตลอดการเดินทาง ส่วนผู้โดยสารที่จะเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด ต้องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนใช้บริการ และกรอกข้อมูลตามแบบ ต.8 คค หรือผ่านแอปพลิเคชันของหน่วยงาน

เพื่อให้ติดตามได้ พร้อมกันนี้ได้กำชับให้เข้มงวดการคัดกรองผู้โดยสารที่สถานีขนส่งทั้งต้นทาง และปลายทาง หากตรวจพบผู้โดยสารมีอุณหภูมิสูงเกินกว่า 37.5องศาเซลเซียสห้ามเดินทางโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.63

“...หากผู้โดยสารไม่ให้ความร่วมมือในการคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิก่อนใช้บริการ ไม่สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า ผู้ประกอบการขนส่งสามารถปฏิเสธการให้บริการได้... อย่างไรก็ตามขอให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามประกาศอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนอาจมีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548..." นายจิรุตม์กล่าว

นายจิรุตม์ เผยด้วยว่า ได้ขอให้ผู้ประกอบการอำนวยความสะดวกจัดหาหน้ากากมาจำหน่ายราคาประหยัดให้ผู้โดยสารที่ไม่มีหน้ากาก สามารถซื้อก่อนใช้บริการรถโดยสารสาธารณะด้วย และจัดที่นั่งคอย รวมถึงที่นั่งบนรถโดยสาร เว้นระยะห่างระหว่างคนอย่างน้อย 1 เมตร เพื่อป้องกันการติดต่อสัมผัส

ด้านนายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางว่า ที่ประชุมมีมติให้อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) มีอำนาจออกคำสั่งแก่ผู้ประกอบการขนส่งในเส้นทางรถโดยสารประจำทาง และไม่ประจำทาง เดินรถตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด หรือระงับการเดินรถในเส้นทางที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นการชั่วคราว 

รวมถึงให้มีอำนาจสั่งปิดเฉพาะส่วน หรือทั้งหมด หรือเปลี่ยนแปลงการใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการแพร่

นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้า MRT ว่า มีพนักงาน MRT ประจำสถานีศูนย์ราชการนนทบุรี ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารรถไฟฟ้า และพนักงานในสถานี รฟม. และ BEMจึงได้ปิดสถานี MRT ศูนย์ราชการนนทบุรี

เพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อทั่วทั้งสถานีตามมาตรการป้องกันโรคที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยได้ทำการปิดพื้นที่ห้ามประชาชนเข้า – ออก สถานี และขบวนรถไฟฟ้าจะไม่ทำการจอด ณ สถานีดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.63 ส่วนสถานีอื่นยังให้บริการตามปกติ

“ก่อนหน้านี้พนักงานคนดังกล่าวมีอาการไม่สบาย ซึ่งทาง BEM ได้ให้หยุดงาน เพื่อสังเกตอาการและตรวจหาเชื้อตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยผลการตรวจเพิ่งออกมาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 26 มี.ค. จึงได้สั่งปิดสถานีทันที ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าพนักงานติดเชื้อมาจากสาเหตุใด ซึ่งพนักงานคนดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสถานี ทำหน้าที่จำหน่ายตั๋วโดยสารภายในสถานี ไม่ได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ภายในในขบวนรถโดยสารแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามเบื้องต้นทราบว่าทาง BEM ได้สั่งให้พนักงานที่ทำงานสัมผัสใกล้ชิดกับพนักงานคนดังกล่าว จำนวน 28คน กักตัวเองเป็นเวลา 14 วัน เพื่อเฝ้าสังเกตอาการ และเข้ารับการตรวจกรองเชื้อโควิดต่อไป”นายภคพงศ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (อีโอซี) ไวรัสโควิด-19 ได้แจ้งผลการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางเข้า-ออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ว่า จากการคัดกรองผู้โดยสารขาเข้าและออกระหว่างประเทศ จำนวน 17,001 คน พบผู้โดยสารชาวไทยเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังและสอบสวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำนวน 1 คน

พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างผู้โดยสารต่างชาติที่มีประวัติเสี่ยงสัมผัสเชื้อส่งตรวจ 10 คน อยู่ระหว่างรอผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังพบผู้โดยสารขาเข้าชาวต่างชาติที่มีเอกสารหลักฐานประกอบการพิจารณาเข้าเมืองไม่ครบตามที่กำหนด และถูกปฏิเสธการเข้าเมือง 37 ราย

อย่างไรก็ตามจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางเข้า-ออก ทสภ. ในขณะนี้นั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดผู้โดยสารลดลง
ถึง 83.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%