อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563

CIMBแนะรัฐลดภาษีเงินได้ 'มนุษย์เงินเดือน'ฝ่าวิกฤติโควิด

ซีไอเอ็มบีไทยหั่นจีดีพีหดตัว 6.4% หลังโควิดลามทั่วโลกฉุดส่งออก-ท่องเที่ยวไทย  แนะรัฐลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามนุษย์เงินเดือนเพิ่มกำลังซื้อ-แจกเงินให้หัวหน้าครัวเรือน 5,000 บาท ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำเสริมสภาพคล่องผ่านแบงก์รัฐ อังคารที่ 31 มีนาคม 2563 เวลา 14.00 น.


นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า ได้ปรับมุมมองทางเศรษฐกิจไทยจากเดิมขยายตัว 1.7% เป็นหดตัว 6.4% ตามภาวการณ์ถดถอยของเศรษฐกิจโลกจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดไปทั่วโลก ซึ่งภาวะการถดถอยนี้น่าจะทำให้เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 และน่าจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง แต่หากสถานการณ์เลวร้ายไปอีก เศรษฐกิจไทยคงเข้าสู่ภาวะวิกฤติตามเศรษฐกิจโลก  

สำหรับประเทศไทยอยู่ในเฟส 2 ของการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่การระบาดเข้ามาสู่คนไทยที่ติดต่อผ่านผู้ติดเชื้อต่างชาติ หรือหากติดต่อผ่านคนไทยด้วยกันก็ยังสามารถสืบหาแหล่งที่มาได้ แต่ในอีกไม่ช้าอาจจะเข้าเฟส 3 คือการที่คนไทยติดกันเองในวงกว้างและรวดเร็วโดยไม่ทราบแหล่งที่มา ซึ่งภาคสาธารณสุขกำลังทำงานอย่างเต็มที่ในการยืดเวลาการเข้าสู่เฟส 3 แต่หากเทียบการระบาดทางเศรษฐกิจ เรามองว่าเศรษฐกิจไทยได้เข้าสู่เฟส 3 ไปเรียบร้อยแล้ว



ทั้งนี้คาดว่าในไตรมาส 2 คณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% จากปัจจุบันดอกเบี้ย 0.75% มาอยู่ที่ 0.5%  โดยที่ภาครัฐได้ออกมาตรการพยุงสภาพคล่องและมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ต่อเนื่อง  

นอกจากนี้มองว่า กนง.จะใช้นโยบายอื่นควบคู่กับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในการดูแลสภาพคล่อง ซึ่งมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องนั้นน่าจะมีส่วนช่วยให้เงินบาทอยู่ในทิศทางอ่อนค่าได้ จากการที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ สภาพคล่องสูง น่าจะลดความน่าสนใจของเงินบาท

อีกทั้งภาวะความไม่แน่นอนในตลาดโลกน่าจะมีผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ในทิศทางแข็งค่าเทียบสกุลอื่นๆ เงินบาทน่าจะอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ  ไปได้ถึงระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้  

 “ภาพใยแมงมุมที่โยงจากปัญหาไวรัสระบาดสู่การท่องเที่ยว การส่งออก การผลิต การบริโภค และภาคการเงินวนครบทั้งวงจรและฉุดให้เศรษฐกิจดำดิ่งจนเกิดการว่างงานสูงและอาจลากยาวจนเศรษฐกิจถดถอยไปได้ราว 1 ปีหรือ 2 ปี ซึ่งภาวะนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นเฟสที่ 4 ที่เศรษฐกิจไทยอาจหดตัวได้มากกว่า 11% ในปีนี้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด และอาจเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เลวร้ายที่สุดที่เราเคยเผชิญ “

นายอมรเทพ กล่าวว่า  นอกจากใช้นโยบายการเงินแล้วนโยบายการคลังเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างรวดเร็วในภาวะเช่นนี้  โดยอาจต้องมาพิจารณารายได้ขั้นพื้นฐานที่ภาครัฐจะสามารถโอนให้หัวหน้าครัวเรือนได้แล้วเพียงพอต่อการใช้จ่าย เช่น  5,000 บาทต่อคนในช่วง 3 เดือนนี้ หรืออาจคิดมาตรการจ้างงาน

รวมถึงซื้อหาอาหารหรือสินค้าที่จำเป็นแจกเองผ่านหน่วยงานของรัฐหรือชุมชน  หรื   ดึงคนกลุ่มมนุษย์เงินเดือนเข้ามาใช้เงินด้วยการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ใช่เพียงเพิ่มลดหย่อน และอาจทำชั่วคราวในปีนี้ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ  รวมไปถึงรัฐบาลอาจเสริมมาตรการทางการเงินด้วยการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเพื่อให้คนมีเงินพอใช้จ่ายหรือดำรงธุรกิจต่อได้ อย่างไรก็ตาม  งบการลงทุนภาครัฐน่าจะเป็นตัวหลักในการเร่งสร้างงานและผลักดันการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคในช่วงที่การลงทุนภาคเอกชนถดถอย  

ขณะเดียวกันเราต้องปรับตัวไม่รู้ว่าต้องเผชิญภาวะเช่นนี้นานแค่ไหน เช่น สร้างงานในชุมชน หรือสร้างตลาดสินค้าและรายได้ในพื้นที่ต่างๆ เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และยืดหยุ่นคล่องตัวพอจะปรับเปลี่ยนงานได้เสมอ อีกทั้งเราได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีมากขึ้นในการทำงานหรือเรียนหนังสือผ่านโปรแกรมต่างๆ ซึ่งหากเราพัฒนาต่อยอดได้ สิ่งเหล่านี้อาจช่วยลดมลพิษและสร้างงานใหม่ๆ ได้ในอนาคต  เพื่อไม่ให้ไทยเข้าสู่เฟส 4 หรือภาวะวิกฤติ

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 11