อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563

ลุ้นสหรัฐ-ยุโรปปลด"ล็อกดาวน์"หนุนตลาดหุ้นฟื้น(คลิป)

จับตาประเทศเศรษฐกิจชั้นนำโลก ทั้งสหรัฐฯ-ยุโรป รวมถึงไทยประกาศปลดล็อกดาวน์ หลังยอดผู้ติดเชื้อโควิดชะลอลง หวังกิจกรรมเศรษฐกิจกลับสู่ปกติดันตลาดหุ้นโลกฟื้น ชูหุ้นแข็งแกร่งงบไตรมาส 1/63 แจ่ม อาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2563 เวลา 18.30 น.


นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. หยวนต้า เปิดเผยว่า  แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้าแกว่งไซด์เวย์ออกข้างเคลื่อนไหวในกรอบแนวรับ  1,190-1,200 จุด  แนวต้าน 1,240-1,250 จุด

โดยปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามคือปลดล็อกดาวน์ของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ ทั้งสหรัฐฯและยุโรป ซึ่งเริ่มเปิดเผยถึงแผนในการปลดล็อกดาวน์  เช่น  สหรัฐฯ มี 3 เฟส คาดว่าสัปดาห์หน้าชัดเจนว่ามีรัฐไหนปลดล็อกดาวน์บ้าง หลังจากที่ผู้ติดเชื้อรัฐต่างๆ ของสหรัฐเริ่มชะลอตัวลง

ส่วนของยุโรป เช่น เยอรมันโรงงานผลิตรถยนต์เริ่มเดินเครื่องกำลังผลิต ขณะเดียวกันติดตามตัวเลขภาคการผลิตPMI ของยุโรปเดือนเม.ย.  แต่อย่าคาดหวังมากคงไม่ดี  เพราะถูกระทบจากโควิดโดยตรง   



ด้านในประเทศติดตามการประกาศงบของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1/63  ทั้ง TISCO , BBL, KTB,  KBANK, TMB  และปลายสัปดาห์ของDTAC  ซึ่งอาจสร้างเซอร์ไพร์สไม่เป็นไปตามคาด หรืออาจดีกว่าคาด  เพราะทุกคนคาดหวังเชิงลบ  รวมถึงตัวเลขการส่งออกและนำเข้าของกระทรวงพาณิชย์ในเดือนมี.ค. ที่จะประกาศปลายสัปดาห์  คิดว่าไม่น่าจะดีเช่นกัน

เพราะถูกกระทบจากจีน  ยุโรปเองก็ส่งออกชะลอ แต่สินค้าเกษตรยังดีอยู่ เช่น ข้าวดีสุดในรอบ 10 ปี  ดังนั้นอาจทำให้นักลงทุนเข้าเก็งกำไรในกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะ CPF  ในช่วงที่ประกาศตัวเลขส่งออก

ขณะที่  Valuation หุ้นไทยไม่ได้ถูกมาก เพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดฯไม่ดี โดยปีที่แล้ว EPS หรือกำไรต่อหุ้นอยู่ที่  85 บาท  และปีนี้ต้องดูว่าล็อกดาวน์เศรษฐกิจกี่เดือน ถ้า 1 เดือนหายไป 12 %  ถ้า 2  เดือนหายไป 18 %  ถ้า 3  เดือน หายไป 24% ถ้า 4  เดือนหายไป 29   % 

ซึ่งในมุมมองคาดว่าจะหายไป 2 เดือน ดังนั้น EPS จะจบอยู่ที่ 70 บาท และถ้าอิงกับดัชนีปัจจุบัน 1,200 กว่าจุด  พีอี 18 เท่า Valuation ค่อนข้างตึงตัว   แม้ว่าหลายคนบอกว่าอย่าไปมองปีนี้ข้ามไปมองต้นปีหน้า แต่เราเพิ่งอยู่ในช่วงต้นปีเอง และต้องเผชิญกับหลายสถานการณ์ทั้งปัญหาโควิด  ภัยแล้ง และกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัวจากเศรษฐกิจหดตัว  

สำหรับเดือนพ.ค.-มิ.ย.แรงกดดันดัชนีจะมีมากขึ้น  โดยดัชนีปรับจากจุด bottom มาแล้ว 28%  เทียบกับต้นปีบ้านเราลง 20% ถือว่า underperform  แต่การฟื้นตัวจากจุด bottom มีทั้งคนมีกำไรและขาดทุน สภาพคล่องตลาดการเงินบ้านเราอาจไม่ดีมากนัก เป็นผลมาจากพรก.การกู้เงินรัฐบาลที่ต้องใช้เงินกู้ภายในประเทศ ดึงสภาพคล่องตลาดการเงินไปมากพอควร

นอกจากนี้ต้องติดตามวันที่ 26  เม.ย.ครบกำหนดระยะเวลาพรก.ฉุกเฉิน ต้องดูว่ารัฐจะลดระดับความเข้มงวดเปลี่ยนเป็นพรบ.ความมั่นคงหรือไม่ ซึ่งมีความสำคัญ เพราะพรก.ฉุกเฉินประกาศเคอร์ฟิวให้อำนาจหน้าที่กับเจ้าหน้าที่รัฐทำให้ ประชาชนไม่สามารถเดินทางได้เสรี แต่พรบ.ความมั่นคงอำนาจอยู่ที่รัฐบาล แต่ประชาชนสามารถเดินทางได้เสรีเพิ่ม ซึ่งเป็นการปลดล็อคกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  ถ้าไม่ต่อพรก.ฉุกเฉินจะเป็น sentiment เชิงบวกต่อตลาด 

ขณะเดียวกันวันที่ 30 เม.ย.ครบกำหนดสิ้นสุดล็อกดาวน์ในแต่ละจังหวัด ต้องดูว่าจะมีการต่อมาตรการออกไปหรือไม่ ถ้าต่อมาตรการออกไปจะเป็น sentiment เชิงลบ แต่ถ้าล็อกดาวน์ต่อและเปิดให้บางภาคธุรกิจกลับมาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น  ห้างสรรพสินค้า ร้านตัดผม  และร้านซ่อมมือถือมาเปิดกิจการปกติจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย  ด้านกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นคาดว่าผลประกอบการออกมาดี   Valuation ไม่แพง  กระแสเงินสดมั่นคง  
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%

บอกต่อ : 30