อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 8 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 8 กรกฎาคม 2563

สถิติเก่าหลอนดัชนีหุ้นไทยพ.ค.เสี่ยงเผชิญแรงขาย(คลิป)

 โบรกชี้หุ้นไทยพ.ค.เผชิญปัจจัยลบรุมเร้า  จากสถิติย้อนหลัง 8 ปีใน 10 ปี sell in may เงินไหลออก 30,000 ล้านบาท หวังคลายล็อกดาวน์-SSFX พยุงตลาด หวั่นน้ำมันร่วงกดหุ้นพลังงาน แนะ สะสมหุ้นค้าปลีก อาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2563 เวลา 18.30 น.


นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย  บล.โกลเบล็ก    เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นทุกสัปดาห์ผลตอบแทนอยู่ที่ 14-15%  โดยหลัก  ๆ มาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ  ทั้งสหรัฐฯ  ยุโรป  จีนและญี่ปุ่นที่ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการปรับลดดอกเบี้ย และอัดฉีดคิวอีเพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ

ส่วนอีกประเด็นที่หนุนให้ดัชนีตลาดทั่วโลกปรับตัวดีขึ้นคือจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดทรงตัว จากก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นแรง ขณะนี้อยู่ที่ 70,000-80,000 คนต่อวัน ช่วงพีคอยู่ที่ 150,000 คน ต่อวัน เพราะหลายประเทศเริ่มควบคุมโรคได้



สำหรับแนวโน้มหุ้นในเดือนพ.ค.มองว่าเป็นช่วงปรับฐาน มีเหตุผลมาจาก 3 ประเด็นหลักคือ 1. การเกิด Sell in May  โดยในอดีตจาก 8 ปีใน 10 ปี  ผลตอบแทนเดือนพ.ค.เป็นลบ  และนักลงทุนต่างชาติมีการขายต่อเนื่องประมาณ 30,000 ล้านบาท

 2.ตลาดในเดือนเม.ย.ปรับขึ้น 14-15% ทำให้คนมีต้นทุนต่ำพร้อมขายทำกำไรเมื่อมีสัญญาณขาย และ 3. Valuation หุ้นไทยถือว่าค่อนข้างแพงถ้าเทียบกับภูมิภาค Forward price-to-earnings (forward P/E) ของไทย15 เท่า แต่ของเพื่อนบ้านอยู่ที่ 11-14 เท่า หากเป็นตลาดพัฒนาแล้ว เช่น ฮ่องกง หรือญี่ปุ่นอยู่ที่ 11-13 เท่า  ด้านอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่เป็นตลาดกำลังพัฒนาเหมือนไทย 13-14 เท่า  จึงเป็นปัจจัยกดดันตลาด
 
ขณะที่ปัจจัยบวกที่เข้ามาในเดือนพ.ค.นี้มองเป็น 2 ปัจจัยหลัก คือคลายมาตรการล็อกดาวน์ทั่วโลกของสหรัฐและยุโรป  เช่น สเปน อิตาลี เยอรมัน และฝรั่งเศส คาดว่าจะเปิดเมืองในกลางเดือนพ.ค.นี้ ทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจที่หยุดชะงักเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ อีกปัจจัยมาจากกองทุนเพื่อการออมพิเศษ (SSFX) ที่จะเข้ามาในเดือนเม.ย. –มิ.ย. 

ซึ่งเฉพาะเม.ย.มีเม็ดเงินเข้ามาแล้วประมาณ 1,000 ล้านบาท  แต่ที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 6,000-20,000 ล้านบาท ดังนั้นต้องรอดูอีก 2 เดือนข้างหน้าว่าเป็นอย่างไร   ด้านปัจจัยลบคือราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำกดตันหุ้นในกลุ่มพลังงาน เช่น PTT,TOP,PTTGC   คาดน้ำมันดิบทรงตัวในระดับต่ำ 15-20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพราะอุปสงค์หรือความต้องการใช้น้ำมันชะลอตัวเห็นได้จากตัวเลขเม.ย.อุปสงค์ลดลง 25-30%

ขณะที่อุปทานโอเปกที่หารือกับรัสเซียล่าสุดเตรียมปรับลดกำลังการผลิต 10% หรือ 10 ล้านบาร์เรล ทำให้ปริมาณน้ำมันดิบยังล้นตลาดและราคาอยู่ระดับต่ำ

ส่วนแนวโน้มกรอบดัชนีพ.ค.แนวรับอยู่ที่ 1,200 จุด แนวต้านอยู่ที่  1,350 จุด  ถ้าดัชนีปรับตัวขึ้นกว่า 1,300 จุด เป็นจังหวะขายทำกำไร แต่ถ้าดัชนีย่อตัวลงมาหุ้นที่ควรทยอยสะสมคือหุ้นค้าปลีกได้รับผลดีจากมาตรการล็อกดาวน์ภาครัฐ
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    75%
  • ไม่เห็นด้วย
    25%

บอกต่อ : 17