อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563

ชูจุดแข็งหุ้นไทยปันผลแจ่ม ดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (คลิป)

​​​​​​​โบรกชูปันผลหุ้นไทยเด่นดึงเม็ดเงินต่างชาติ เผยสถิติ 10 ปีย้อนหลัง dividend yield เฉลี่ย 3.26 % กลุ่มแบงก์แชมป์สูงสุด แม้ valuation แพง-เศรษฐกิจโตช้ากว่าเพื่อนบ้าน เกาะติดประชุมกนง. คาดหั่นดอกเบี้ย แนะหุ้นคลายล็อกดาวน์ จันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2563 เวลา 13.01 น.

 
นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บล. เอเชียพลัส เปิดเผยว่า  ภาวะตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันผลตอบแทนติดลบ 18%  โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1.8 แสนล้านบาท  ส่วนแรงซื้อนักลงทุนสถาบันมีเพียง 5.3 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ส่วนของแรงขายต่างชาติจึงเห็นดัชนีตลาดหุ้นอยู่ในทิศทางขาลง 

 ส่วน Fund Flow  พ.ค.ยังชะลอการไหลเข้าด้วย 2 เหตุผลหลัก 1. กองทุนแอลทีเอฟปกติจะมีเม็ดเงินเข้ามา 60,000-70,000 ล้านบาท แต่ปีนี้ไม่มี แม้ว่าจะมีกองทุน SSFX แต่ปรากฏว่าไม่รับการตอบรับที่ดีเท่าไหร่  เพราะมีการซื้อเพียง 1.4 พันล้านบาท  และ 2. ตัว  Liquidity   หรือสภาพคล่องส่วนเกินปกติจะเข้ามาหนุนตลาดหุ้น



แต่ครั้งนี้ธนาคารกลางทั่วโลกและธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ใช้สภาพคล่องส่วนเกินมาใช้ในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงหรือ  Real Sector เพื่อใช้เยียวยาภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากโควิดไม่ใช่ภาคการเงิน หรือ Financial Sector

สำหรับความน่าสนใจลงทุนตลาดหุ้นไทยถ้าเทียบกับเพื่อนบ้านน้อยกว่า เนื่องจาก valuation  อาจจะดูแพง  ถ้าอิง EPS  ปัจจุบันที่อยู่ 72.60  บาทต่อหุ้น ดัชนีอยู่ที่  1,280 จุด คิดเป็น PE  17 เท่า  สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

ถ้าดูการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ที่อิงจากประมาณการณ์กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยติดลบ 5% ถ้าเทียบกับเพื่อนบ้านจีดีพีติดลบมากสุด  และถ้ามองข้ามไปปี 64 จีดีพีไทยเติบโต 6% แต่เพื่อนบ้านเติบโต 7-8%  

ดังนั้นจุดเด่นหุ้นไทยคือเงินปันผล หรือ dividend yield  ปัจจุบันอยู่ที่ 3%   และถ้าย้อนหลัง 10 ปี ค่าเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 3.26 %  เทียบกับสหรัฐฯ เงินปันผลอยู่ที่  2%  ซึ่งถือเป็นจุดเดียวที่ดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย  โดย 3 กลุ่มธุรกิจที่จ่ายปันผลมากสุดคือธนาคารพาณิชย์ 6% รองลงมาคือสื่อสาร 5%  และวัสดุก่อสร้าง 3.6%

ส่วนสัปดาห์นี้ประเด็นที่ต้องติดตามให้น้ำหนักคือการรายงานตัวเลขจีดีพีของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ไตรมาส 1/63 บล.เอเชียพลัสคาดว่า  ติดลบ 7%  แต่ consensus  มองว่าติดลบเฉลี่ย 4% (ช่วง -2 ถึง- 7%) แต่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/63  ประเมินว่าติดลบมากกว่าไตรมาส 1 / 63 เพราะการล็อกดาวน์ประเทศ และเคอร์ฟิวทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหายไป  ซึ่งถือว่าเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้

นอกจากนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในไตรมาส 3 และไตรมาส 4  แต่ถ้าจีดีพีไตรมาส 2/63 ติดลบมากกว่าคาดจะเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้น แต่ถ้าลบน้อยกว่าคาดจะเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้น 

ขณะเดียวกันต้องติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) วันที่ 20 พ.ค. โดยนักเศรษฐศาสาตร์ส่วนใหญ่คาดว่ากนง.ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมรอบนี้ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.5% ถ้าลดตามคาดจะเป็นแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ถูกเทขายทำกำไร 

พร้อมทั้งให้น้ำหนักการรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ ถ้าประกาศออกมาถ้าต่ำกว่า 10 รายเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นแต่ถ้าพบผู้ติดเชื้อรอบใหม่เหมือนเกาหลีใต้และสิงคโปร์ ตลาดหุ้นจะถูกแรงเทขายออกมา ซึ่งต้องระวังการติดเชื้อรอบ 2  หรือ Second Wave

ส่วนต่างประเทศติดตามการรายงานประชุม  Fed minutes   การประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน  (National People’s Congress หรือ NPC)  อย่างไรก็ตาม  ด้านกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดธุรกิจหลังจากคลายล็อกดาวน์ระยะที่ 2 ประเมินกรอบดัชนีสัปดาห์นี้ที่ 1,250-1,323 จุด
 
 
 
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 39